Archive

Archive for September, 2008

My PR course

29/09/2008 missnanny 1 comment

เทอมนี้จบแล้ว เป็นอีกเทอมที่ผ่านไปเหมือนเมื่อหกเทอมก่อนหน้านี้ และถึงแม้จะลงแค่ห้าวิชา แต่การบ้านก็ไม่แพ้คนอื่นๆที่เรียนหกตัวเลยทีเดียว และเป็นครั้งแรกที่เรียนวิชาพีอาร์ประหนึ่งเรียนวิชาเอก

ก่อนอื่นต้องขอสารภาพกับอาจารย์ก่อนว่า แนนตั้งใจจะถอนวิชานี้ตอนที่เปิดเทอมใหม่ๆ แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะค่ะ คือ แนนกะว่าจะไม่เข้าเลยตั้งแต่คาบแรก เพราะเป็นช่วงที่ความอยากทำงานกราฟฟิคอยู่ในระดับสูงมาก จนคิดจะเปลี่ยนสาขาวิชาโทไปเรียนโฆษณา แต่ความตั้งใจครั้งแรกเลยที่ลงวิชา PR นี้ เพราะอาจารย์วิชามีเดียตัวแรกบอกว่าวิชานี้จะได้ทำเวบด้วย ซึ่งก็คิดว่าคงได้ทำกราฟฟิกเหมือนกัน แต่ก็มีความคิดว่าถ้าชอบนัก ก็เปลี่ยนโทไปเลยไม่ดีกว่าหรอ เพราะเค้ามีสอนทำกราฟฟิคด้วย เลยทำการขอโควต้าวิชาโฆษณาไปเรียบร้อยก่อนเปิดเทอมไม่กี่อาทิตย์ แล้วก็ไปเข้าเรียนโฆษณาในวันจันทร์

พอมาวันอังคาร แนนก็ลังเลว่าจะเข้าเรียนดีไหม เพราะยังไงก็กะถอนอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าเรียนดีกว่า ไหนๆก็ได้โควต้าเรียนแล้วก็เข้าไปฟังเสียหน่อย แต่ปรากฏว่าคลาสมีแค่สามคน!!! เลยคิดว่า่ถ้าถอนก็จะเหลือแค่สองคน อาจารย์อาจจะสอนลำบาก และถ้าเรียน ก็จะถือว่าเป็นกำไรของเรา เพราะแน่นอนว่าคลาสเล็ก เราจะตักตวงบทเรียนได้มากกว่าเซคใหญ่ๆอยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เรียนพีอาร์มาสองตัวก็คนเรียนเยอะ ประกอบกับที่ำไปนั่งเรียนโฆษณามาเมื่อวันจันทร์ ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเราเท่าไหร่ เพราะเนื้อหาค่อนข้าง commercial เลยไม่ชอบ

เลยถอนโฆษณาออก และก็ดีใจที่ตัวเองตัดสินใจอย่างนั้น

วิชานี้ ถึงแม้ว่าจะชื่อว่าเป็นสื่อพีอาร์ และมี course description ที่เขียนอธิบายไว้ว่าจะเน้นการเรียนเกี่ยวกับสื่ออินเตอร์เน็ต แต่เนื้อหาที่ได้เรียนจริงๆเยอะกว่านั้นมาก แนนไม่ได้เรียนแค่ว่าจะเอาอินเตอร์เน็ตมาใช้กับการพีอาร์แบบไหน แต่ยังได้เรียนกลไกที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี web 2.0 และโลกอินเตอร์เน็ต ที่สามารถโยงไปถึงเนื้อหาที่เป็นเรื่องสังคม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การตลาด การเมือง คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี โอววว…ใครจะเชื่อว่าทั้งหมดนี้เสพได้จากการเรียนวิชาเดียว แต่ถ้าจะเขียนว่าวิชานี้เรียนเรื่องอะไรในแต่ละศาสตร์ที่กล่าวมาบ้าง คงจะร่ายยาวจนอ่านกันข้ามวัน เอาเป็นว่า จะเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่เรียนวิชานี้ เปลี่ยนชีวิตและมุมมองของแนนยังไงบ้าง (โฮฮฮ ฟังดูซีเรียสจัง)

เอาด้านความคิดก่อนละกัน เพราะเมื่อความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมจะเปลี่ยนตาม

ก่อนหน้านี้ชอบคิดอะไรตื้นๆ คิดง่ายๆ มองอะไรมิติเดียว เหมือนมองแผ่นกระดาษ แต่พอเรียนวิชานี้แล้วรู้เลยว่า เวลามองหรือเวลาจะคิดวิเคราะห์อะไร ต้องมองหลายๆมุม และคิดหลายๆชั้น (ฟังดูเหมือนเป็น concept ธรรมดาๆ แต่จะบอกว่าเด็กที่ปกติเรียนแต่ภาษาอย่างแนน ไม่ค่อยมีโอกาสเรียนวิชาที่ต้องมีกระบวนการคิดมากๆเท่าไหร่) ตัวอย่างหนึ่งที่แนนจำได้แม่นเลยคือเรื่อง รถเมล์ ช่วงนั้นกำลังมีข่าวที่ ครม.เสนอให้มีการยกเลิกรถเมล์พัดลม แล้วเปลี่ยนเป็นรถเมล์ NGV หกพันคันทั่วกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่คิดตอนนั้นคือ เปลี่ยนก็ดีเพราะจะได้นั่งรถสบายๆ แอร์เย็นๆ แต่ก็คิดสงสารคนที่จะตกงานเพราะรถเมล์ใหม่จะใช้เครื่องแทนการจ้างกระเป๋ารถเมล์ และสงสารคนจนเพราะรถเมล์ใหม่จะเริ่มต้นราคาที่ 15 บาท แต่พอได้คุยกับอาจารย์เรื่องนี้ในคลาส ทำให้รู้ว่าเราจะคิดแค่นี้ไม่ได้ เพราะต้องลองนึกข้อดีที่จะส่งผลในระยะยาวด้วย ลองนึกดูว่าถ้ามีการนำเครื่องคิดเงินมาใช้แทนกระเป๋ารถเมล์ ทรัพยากรบุคคลที่เคยทำงานเก็บเงินซึ่งไม่ได้เป็นงานที่ซับซ้อน ก็จะมีโอกาสได้ไปทำงานอย่างอื่นที่ได้ฝึกทักษะและใช้ความสามารถได้มากกว่านี้ ทำให้คนได้พัฒนาศักยภาพตัวเองมากขึ้น มีความสามารถมากขึ้น และมีรายได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน คนจนที่เคยขึ้นรถเมล์ราคาถูก พอค่ารถขึ้นราคา คนจนก็ต้องมีการพัฒนาความสามารถและศักยภาพของตัวเอง คือ ต้องคิดและพยายามมากขึ้นเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เช่น อาจจะต้องคิดมากขึ้นว่าต้องทำอย่างไจึงรจะมีรายได้มากขึ้น

หลังจากที่เรียนวิธีคิดแบบนี้แล้ว เวลาเจอเรื่องในชีวิตประจำวัน เลยรู้สึกว่า เราต้องคิดหลายๆด้าน และมีเหตุผลมากขึ้น จำได้ว่าช่วงกลางๆเทอม ห้องสมุดประกาศปรับราคาค่าปรับหนังสือ จากวันละสามบาทเป็นห้าบาทต่อเล่ม ตอนแรกที่รู้ก็หงุดหงิดเหมือนกัน แต่พอคิดไปคิดมาแล้ว ที่เราเสียค่าปรับก็เพราะว่าเรายืมเกินกำหนดเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะว่าเรารู้สึกว่าสามบาทมันน้อย เลยไม่ค่อยใส่ใจที่จะจำว่ามันกำหนดส่งวันไหน แล้วห้องสมุดเค้าก้ให้เรา renew หนังสือหรือยืมต่อได้ผ่านเวบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้้น การขึ้นราคาครั้งนี้ก็มีข้อดีตรงที่ มันทำให้เรา active มากขึ้นที่จะต้องพยายามที่จะหาวิธีการ ที่จะช่วยให้ตัวเองไม่ถูกปรับ เช่น อาจมีการจดบันทึกที่ชัดเจน หรือ ตั้งเตือนความจำใน remember the milk เป็นต้น

ก่อนที่จะเรียนวิชานี้ สิ่งที่คิดในแต่ละวัน จะวนๆอยู่แค่เรื่องใกล้ๆตัว เช่น การเรียน การบ้าน และหมดเวลาไปกับเรื่องแนวๆนี้แค่นั้น แต่พอเรียนวิชานี้แล้ว รู้เลยว่าโลกและสังคมที่เราอยู่นี้จริงๆแล้วมันมีอะไรให้เราคิดเยอะมากกว่านั้น เพราะเราอยู่โครงสร้างที่ใหญ่และซับซ้อน แต่ทุกอย่างก็มีความสัมพันธ์กันอย่างเหลือเชื่อและมี dynamic ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงของคนๆหนึ่งซึ่งอาจจะอยู่ในซอกหลืบของโครงสร้างนี้ที่อาจจะไม่มีใครรู้จัก/เห็น ก็สามารถสร้างความเปลียนแปลงให้เกิดกับสังคมใหญ่ๆได้ เราจึงจำเป็นต้องใส่ใจกับสิ่งรอบข้างด้วย ไม่ใช่หมดเวลาไปกับเรื่องเรียนอย่างเดียว เช่น twitter ที่เกิดจากไอเดียของคนๆหนึ่งซึ่งแนนไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่สิ่งที่ twitter ทำมันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการสื่อสารของทั้งโลก ซึ่งถ้าแนนไม่สนใจมันหรือไม่พยายามที่จะรับรู้มัน แนนก็จะกลายเป็นคนโลกแคบ รู้จักแต่ตำรา รู้เท่าที่เห็น และจะไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมใครสักคนต้องพยายามอะไรมากมายเพื่อทำอะไรสักอย่างด้วย

ส่วนเรื่องพฤติกรรม

อย่างแรกคือ ก่อนเรียนเป็นคนที่ไม่สนใจข่าวสารบ้านเมือง ปัจจัยนึงอาจเป็นเพราะเราเรียนภาษา(อย่างเดียวจริงๆ) เลยไม่ได้รับแรงกระตุ้นใดๆให้ติดตามคดีทักษิณ สถานการณ์การเมือง ราคาน้ำมัน ม๊อบ หรือเรื่องอื่นๆที่เป็นความเคลื่อนไหวและความเป็นไปของมนุษยชาติ มีบ้างแต่ก็น้อย และแค่ผิวเผินท่านั้น และมักติดตามเฉพาะช่วงที่มีเวลามานั่งดูข่าวในทีวี แต่ตั้งแต่ที่ได้เรียนวิชานี้ ก็เปลี่ยนไปเลย กลายเป็นคนที่บอกรับข่าวสารมากขึ้น รับฟีด อ่านบล๊อค อ่านหนังสือพิมพ์(ที่สำคัญคือเริ่มอ่านเรื่องที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดจะอ่านมากขึ้น) อ่านบทความวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ

อย่างที่สองคือ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ซึ่งอันนี้ค่อนข้างเยอะ เมื่อก่อนก็ชอบคอมฯและทำกราฟฟิค แต่ก็รู้เท่าที่เห็น ทำเป็นเท่าที่ใช้ แต่พอเรียนวิชานี้ จะเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับเทคโนโลยี แบบที่เพื่อนที่ไม่ได้เีัรียนวิชานี้จะไม่มีวันเข้าใจ (รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ประจำห้องคอมด้วย) ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ก็อย่างเช่น

  • เวลาใช้คอมที่ภาคฯก็จะเลือกนั่งเครื่องที่มี firefox (ซึ่งมีอยู่เครื่องเดียว) จนตอนนี้กลายเป็นที่นั่งประจำไปแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการได้สัมผัสความไฮโซของมัน และรู้ว่าไออีไม่ดีอย่างที่คิด
  • เวลาเจอเพื่อนเล่นคอมอยู่ ก็จะถามว่าเค้าใช้ browser อะไร
  • เลิกเล่น MSN และเลิกใช้ Hotmail หลังจากที่เป็นลูกค้าประจำมาตั้งแต่มอต้น เพราะชีวิตถูกยกระดับด้วย Gmail และ Google Talk
  • เลิกเชค Hi5 อย่างถาวร จากเดิมที่ไม่ชอบมันอยู่แล้ว
  • ใช้ Multiply น้อยลงมาก อันนี้แปลกใจเหมือนกัน เพราะจริงๆชอบถ่ายรูป จะอัพโหลดรูปอยู่เรื่อยๆ และมักเห่อและภาคภูมิใจกับมันมากๆ แต่พอเรียนวิชานี้แล้วแทบไม่ได้แตะเลย  คงเป็นเพราะว่าเบื่อจะต้องคอยทำลายน้ำทุกรูป และคิดว่าเป็นสิ่งที่เสียเวลา มีความคิดว่าคนเราน่าจะมีจิตสำนึกในการใช้ผลงานของคนอื่นมากกว่านี้
  • เขียนบลอคนี้ และคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี จนสนับสนุนให้น้องสาวทำก่อนไปอยู่นอร์เวย์ด้วย ซึ่งน้องก็เริ่มชอบบลอคเหมือนกัน และเริ่มเห็นแล้วว่า hi5 มันแย่แค่ไหน
  • ใช้ twitter และมักชวนเชื่อให้คนอื่นใช้ด้วย แต่เค้ามักไม่ใช้กัน เพราะไม่เข้าใจประโยชน์ของมันและคิดว่ามันไร้สาระ
  • สนใจการอ่านเรื่องที่มีสาระมากขึ้น เช่น อ่าน Blognone , personal blog อื่นๆ, อ่านข่าว, บทความ, วิกิพีเดีย
  • หิ้วโน้ตบุ๊คมาเรียน จนเพื่อนบอกว่าเวลาคุยกันแล้วพูดถึงแนน (ซึ่งชื่อโหลมาก) จะต้องระบุว่าแนนคนนี้คือ “แนนโนัตบุ๊ค” ประมาณว่าถ้าเห็นแนน ต้องเห็นโน้ตบุ๊คด้วย (คิดเล่นๆว่าถ้าเกิดคนที่ชื่อแนนอีกคนก็ชอบเอาโน้ตบุ๊คมาด้วย เวลาเรียกคงต้องเพิ่มชื่อยี้ห้อโน้ตบุ๊คไปด้วย อาจจะเป็น “แนน hp”)

อีกอย่างที่ได้จากวิชานี้คือ เวลารู้อะไรต้องรู้ให้จริง รู้จัก wikipedia ก็ต้องรู้ว่ามันมีไอเดียมาจากอะไร สะท้อนอะไรบ้าง ไม่ใช่ท่องๆแค่ว่ามันเป็นสารานุกรมออนไลน์ และไม่ใช่ว่าเรียนพีอาร์แล้วจะเรียนเฉพาะเรื่องกระบวนการประชาสัมพันธ์อย่างเดียว แต่เราต้องจักการตลาด หลักเศรษฐศาสตร์ รู้จัก long tail รู้จัก Wisdom of Crowds และอื่นๆอีกมากมายด้วย ซึ่งการเรียนวิขานี้ inspired ในแนนเขียนเรียงความเรื่องสุดท้่ายในวิขา Argumentative writing ชื่อเรื่อง “Is our English really English?” ชี้ประเด็นว่าภาควิชาฯควรจะสอนอย่างอื่นมากกว่าภาษาด้วย เพราะตอนนี้เหมือนเราเน้นแต่เรียนภาษาอย่างเดียว จนแนนรู้สึกว่าถ้าไม่ได้วิชาโทหรือวิชาเลือกเสรีมาช่วยไว้ คงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายเวลาในมหาวิทยาลัยที่เป็นช่วงที่เราจะตักตวงอะไรได้มากมายแน่ๆ

ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดที่ได้นี้ เริ่มต้นมาจากการเีรียนเรื่อง web 2.0 และการเรียนเรื่องพีอาร์ ซึ่งชี้ให้เห็นเลยว่า ความคิดที่ว่าการประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องง่ายๆ แค่เขียนข่าวแล้วประกาศให้ชาวบ้านเขารู้นั้น เป็นความคิดที่ผิดและโบราณมากๆ

Funny paragraph

Today in my translation class, my teacher gave us a lesson about how to translate a non standard English. At first it was boring. Nothing new and exciting. But then she gave us a short paragraph to read which turned out to be really funny. I know that she probably got it from the internet, still, i feel like want to share in my blog. Here it is.

A precious little girl walks into a petshop and – with the sweetest little lisp between two missing teeth – asks ‘Excuthe me, mithter, do you keep widdle wabbits?’

As the shopkeeper’s heart melts, he gets down on his knees so that he’s on her level and asks, ‘Do you want a widdle white wabbit or a thoft and fuwwy bwack wabbit, or maybe one like that cute widdle bwown wabbit over there?

She, in turn, blushes, rocks on her heels, puts her hands on her knees, leans forward and says, in a tiny quiet voice, ‘ I don’t think my python weally gives a thit.’

Hope you enjoy this! ; )

สะพานพระราม8

14/09/2008 missnanny 2 comments

เมื่อวันอังคารแบกกล้องสองตัวพร้อมขาตั้งอีกหนึ่งตัวไปถ่ายรูปสะพานพระรามแปดมาค่ะ โชคไม่ดีตรงที่ฝนตกกระหน่ำก่อนไป ท้องฟ้าเลยครึ้มไปหน่อย แถมต้องนั่งถือร่มรอฝนหยุด แต่พอหยุดแล้ววิวยังสวยอยู่ เลยเอามาฝากกัน

วิวฝั่งตรงข้ามสวนสันติชัยปราการ

วิวฝั่งตรงข้ามสวนสันติชัยปราการ

สำหรับตัวสะพาน แนนนั่งรอจนท้องฟ้าเป็น Twilight แล้วภาพที่ได้ก็เป็นประมาณนี้ค่ะ

Canon400D S1.3 f4.5 ISO 200

ใครที่มีเวลาว่าง อยากนั่งชิวๆ แนะนำให้ไปสวนสันติชัยปราการ บรรยากาศดี แต่จะมีเต้นแอโรบิคตอนหกโมงตรงจนถึงประมาณทุ่มนึง เสียงเพลงอาจดังหน่อย แต่ถ้าไม่ต้องการความสงบมากก็โอเค ตอนนี้มีโครงการ Bangkok Green Bicycle สามารถขี่จักรยานมาจอดที่นี้ได้ หรือขี่จากจุดจอดที่นี่เพื่อไปเที่ยวยังจุดอื่นๆได้

เบื่อมั๊ยเวลาที่…

หลายครั้งที่รู้สึกว่าดวงไม่ดี ซวยแบบเห็นจะๆ เลยอยากมาแชร์ให้อ่าน ไม่รู้ว่ามีใครเคยเป็นแบบนี้ไหม

  1. มักมีคนตัดหน้าตอนกดเอทีเอ็ม อันนี้เ็ป็นบ่อย เห็นตู้เอทีเอ็มอยู่ข้างหน้า มันว่างเปล่า ไม่มีคิวเลย แต่พอเดินไปจะถึงแล้ว โชคชะตาก็กลั่นแกล้ง ส่งคนมากดเงินทันทีสองคน
  2. วันไหนไม่เอาร่มไปแล้วหิ้วโน้ตบุ๊คไปเรียนด้วย วันนั้นจะมีแนวโน้มที่ฝนจะตกอย่างบ้าคลั่งถึง 60%
  3. วันที่ไม่ได้พกกล้องติดตัว วันนั้นจะมีเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาอย่างกับนัดกันมา ไม่ว่าจะเห็นม๊อบเดินประท้วง แท๊กซี่ขับชนรถเมล์กระป๋องเขียว หรือท้องฟ้าเปลียนเป็นสีทองงามตระการตาเยาะเย้ยเราสุดฤทธิ์
  4. เวลาว่าง ก็ว่างจริงๆแบบที่ ไม่รู้จะทำไรดี แต่ช่วงไหนยุ่งก็ยุ่งแบบต้องกินข้าวเช้าตอนบ่ายสอง
  5. อาจารย์จะทวงการบ้านวันที่เราทำไม่เสร็จ แต่วันไหนทำเสร็จ ทำเป็นลืมซะงั้น -_-”

ไว้นึกออกจะมาเขียนเพิ่ม ความซวยมักมาหาเมื่อคุณพร้อมเสมอ

ไปแข่งมาแล้วค่ะ

และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ต้องรวบรวมพลังที่มีอยู่ (อันน้อยนิด -_-” ) ทุ่มเทให้กับการเตรียมแข่งทักษะมัคคุเทศก์รอบชิงชนะเลิศ ที่ม.ศิลปากร แนนเลือกพูดเรื่องวัดไชยวัฒนารามของจังหวัดอยุธยาค่ะ เพราะเป็นวัดที่ไปบ่อยที่สุด ชอบมากที่สุด และคิดว่าน่าจะมั่นใจมากที่สุด เมื่อวานก็นั่งเขียนสคริป แก้แล้วแก้อีก จนเสร็จสำเร็จตอนเช้าวันนี้ที่มหาลัย จากนั้นก็ซ้อมค่ะ ซ้อม ๆ ๆ ๆ แล้วก็ซ้อมท่อง จับเวลา ซึ่งก็เกินทุกครั้งเลย เหอๆ จนเมื่อสมควรแก่เวลาก็เดินจากท่าพระจันทร์ไปศิลปากร

พอไปถึง สิ่งแรกที่ต้องอึ้ง ทึ่ง เสียว ก็คือ เวทีขนาดมหึมา!!!!!!!!!!! ให้ตายเถอะ ทำไมมันถึงได้ใหญ่โต อลังการดาวร้อยล้านดวงขนาดนี้ จอฉายสไลด์ก็ใหญ่ ไมค์ที่อยู่บนขาตั้งบนเวทีเลยแลดูเล็กกะทัดรัดไปถนัดตา อะดรินารีนสูบฉีดเลยค่ะ หัวใจเต้นเร็วมาก เหอๆ จะรอดไหมเนี่ยเรา

ไปถึงก็ลงทะเบียนคนแรกเลยค่ะ แถมได้จับฉลากเลือกลำดับคนแรกอีกด้วย แหม อะไรจะไปจังหวะดีขนาดนั้น มีทั้งหมดสิบเบอร์ค่ะ ที่ไหนได้ จับได้เบอร์สอง แต่… คิดไปคิดมาก็ดีกว่าเบอร์หนึ่งค่ะ แล้วถ้าได้เบอร์ท้ายๆกว่านี้ อาจจะรู้สึกกดดันจนหัวใจวายไปก่อน

ก่อนถึงคิวพูดไม่กี่นาที ร่างกายดิฉันก็ยังไม่วาย สร้างปัญหากะดิฉันอีกแล้วซิ เหน็บกินนนน -_-” ให้ตายเหอะ ทั้งๆที่นั่งอยู่เฉยๆ มันเริ่มที่ปลายนิ้วมือก่อน แล้วก้เริ่มลามมาเรื่อยๆ  ขาทั้งสองข้างก็กลัวจะน้อยหน้า เลยเป็นกะเขาบ้าง โอวว ซวยละซิ คนแรกจะพุดจบแล้ว ทำไงดี วันนี้ดันใส่ส้นสูงซะด้วย ถ้าเกิดถึงคิวแล้วเดินหกล้มล่ะ จะหน้าไปไว้ไหนกันละที่นี้   และแล้วแนนก็ตัดสินใจว่าการป้องกันคือสิ่งที่ดีที่สุด เลยลองลุกขึ้นยืนค่ะ เพื่อทดสอบดูว่าขาตัวเองบนส้นสูงจะรับน้ำหนักตัวเองไว้ไหม ต้องลุกขึ้นยืนทั้งๆที่คนในหอประชุมอีกเกือบร้อยเขานั่งกันอยู่ คิดอยู่ในใจเหมือนกันค่ะว่าคนอื่นเค้าคงจะงง เด็กคนนี้ อยู่ๆก็ลุก ยังไม่ถึงคิวซะหน่อย อยากพุดแล้วเรอะ ฮ่าๆๆๆ

ปรากฏว่าเดินได้ค่ะ อิอิ ไม่ล้ม ซึ่งดีมาก เพราะอีกสองนาทีหลังจากนั้นก็ขึ้นเวทีเลย ตื้นเต้นมากกก โดยเฉพาะตอนที่เขาเรียกชื่อ แล้วเราก็เดินก้าวออกไป มันเป้นช่วงที่เรารู้สึกได้เลยว่ามีสายตาเกือบร้อยคู่้จ้องเราอยู่ แนนปรับไมค์นิดหน่อย (เพราะเตี้ย -_-”) แล้วก็เริ่มพูดตามที่เตรียมมา

เคยแข่งพูดตั้งแต่สมัยมอต้น แต่รู้สึกว่าครั้งนี้เป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็กดดันพอสมควร ซึ่งไม่ดีเลย ความรู้สึกกดดัน ทำให้เรากังวลและเกร็งได้ง่าย ตอนพูดเลยลืมพูดไปย่อหน้านึง ซึ่งยาวประมาณสี่บรรทัด แต่โชคดีบรรทัดนั้นไม่สร้างความเสียหายมากนัก เป็นเพียงส่วนเติมเต็มของเนื้อหาเท่านั้น

พูดถึงเรื่องความกดดัน เลยนึกถึงตอนแข่งพูดที่งานสัปดาห์เฟรชชี่ตอนอยู่ปีหนึ่ง ตอนนั้นเตรียมสคริปคืนเดียว ไม่ได้ท่องด้วยซ้ำ เพราะเป็นการพูดเกี่ยวกับเรื่องประสบการณ์ส่วนตัว และไม่รู้สึกกดดันเลยแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะความไร้เดียงสาตามประสาเด็กต่างจังหวัดที่เข้ากรุงใหม่ๆ และความไม่คาดหวังที่จะชนะเลย เพราะคนจัดและคนที่มาแข่ง มีแต่นศ.ภาคอินเตอร์ เลยกะไปแข่งตามประสาเด็กกิจกรรมคนนึงเท่านั้นจริงๆ แต่ผลปรากฏว่าผ่านเข้ารอบสองและคว้าที่หนึ่งมาได้เฉยเลย เวทีนี้ให้เงินรางวัลกับโล่ด้วย ซึ่งแนนไม่เคยรู้เลยว่าเขาให้เงิน จนกระทั้งตอนที่รับมอบ แข่งงวดนี้เลยถือว่าเป็นเวทีที่ภูมิใจที่สุด เพราะรู้สึกสบายใจกับการแข่งมากที่สุด แต่ก็ประสบความสำเร็จที่สุดเช่นกัน

กลับมาที่เวทีศิลปากรค่ะ พอพุดเรื่องวัดไชยวัฒนารามเสร็จ ก็เป็นการตอบคำถาม กรรมการต่างชาติถามแค่คนเดียว ครั้งเดียวด้วย จากนั่นก็เป็นการตอบคำถามที่อยู่ในซองคำถาม อันนี้เจ็บปวดมาก เพราะคำถามที่อยู่ในซองมันช่างต่างจากคำถามที่คนก่อนหน้าเราจับได้อย่างสิ้นเชิง คนอื่นเขาได้คำถามกันธรรมดาสามัญ ประเภทถ้ารถทัวร์เสีย จะแก้ปัญหายังไง หรือ ลูกทัวร์เมาเรือ แต่ไม่มียากิน จะทำยังไง อะไรประมาณนี้ แต่คำถามที่เราได้คือ “ถ้าเด็กคนนึงเข้ามาบอกเราว่าลูกทัวร์ของเราที่เป็นผู้หญิงที่แก่กว่า ไปพูดลวงลามทางเพศกับเขา เราจะแก้ปัญหาโดยการพูดกับผู้หญิงคนนั้นที่เป็นลูกทัวร์ของเรายังไง” โอ้สวรรค์!!!!!!!!!!ทำไมถึงได้กลั่นแกล้งลูกช้างเช่นนี้ ทำไมคำถามมันได้แปลกพิสดาร สรรหามาจากไหนเนี่ยยยย!!!!!!!!!  เราก็นิ่งไปสองวิ แล้วก็ตอบไปเท่าที่นึกออก แล้วก็เดินลงเวทีอย่างรู้ชะตากรรม

แต่ก็ยังดีได้ที่สอง  ยังไม่เสียแรงที่ทุ่มเทและตั้งใจ และยังไงก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเนอะ

Categories: Daily Tags: