Archive

Archive for January, 2009

Urgent tasks

20/01/2009 missnanny 5 comments

มาตรการระยะสั้นแบบเร่งด่วนที่ต้องทำในช่วงนี้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตัวเอง ได้แก่

-ซื้อไดอารี่เล่มใหม่ ตั้งแต่ปีใหม่ยังไม่ได้ซื้อเลย ให้ตายเหอะ ลืมได้ไงนี่

-กินให้ตรงเวลา วันนี้แนนกินมื้อแรกตอนสี่โมงเย็น เมื่อวานกินมื้อเที่ยงตอนสามทุ่ม -_-’

-เล่น twitter ให้น้อยลง ช่วงนี้อัพเดตมากไปหน่อยจนเริ่มรู้สึกว่ามันกินเวลาทำงาน

-(ควร)ตัดใจซื้อ external hard disk เพราะตอนนี้คอมอืดมากๆ เนื่องจากอุดมไปด้วยไวรัสนานาชนิด

My class of 2005

20/01/2009 missnanny 4 comments

After 4 years of studying, here are some of the facts about English majors that I could think of.

  1. English majors hate maths. This include all kinds of calculation even easy one like 7+5
  2. 97 % of English majors are bad at drawing. The other 3 % are Nui, Kratae and Tan, the only 3 persons in our major whose drawing are so good that they should have taken a fine art course.
  3. English majors will never have a common room where it is actually ‘common’ to sit and read there.
  4. Some of the English majors don’t know my name and I don’t know many of theirs.
  5. English majors whose proficiency are extremely perfect are normally those who have never spent a year in abroad, but not all, of course.
  6. English majors are normally the one who are being suffered from the EG Quota system and will always will
  7. 99% of English majors hate EG211 Significant Features of English. The only person who said she likes it was Mint, if I remember correctly.
  8. 95% is women, 1 % is male , the rest is unidentify (!?!)

to be continued…

Once is enough

14/01/2009 missnanny 1 comment

You only live once, but if you work it right,

once is enough.

Joe. E. Lewis (1902 – 1971)

จากหนังสือลอนดอนไดอารี่ “พอจะมีเวลาให้ความสุขบ้างไหม”

เล่ม 1.1 แต่งโดยคุณนิ้วกลม สำนักพิมพ์อะบุ๊ค

2009 Resolutions

09/01/2009 missnanny 1 comment

ว่าจะโพสหลายวันแล้ว แต่ยุ่งเหลือเกิน

มาดูกันว่าปีนี้จะทำอะไรบ้าง

  1. เพิ่มน้ำหนักอย่างน้อยสองกิโล ตอนนี้หนัก 48 ถ้าขึ้นได้มากกว่าสองก็น่าจะดีแต่ไม่กล้าเขียนเพราะคิดว่าแค่สองกิโลก็คงยากแล้ว
  2. เที่ยวหลังจากเรียนจบ อย่างน้อยก็สักสองสามจังหวัด
  3. เรียนต่อโท
  4. ซื้อจักรเย็บผ้า
  5. เปลี่ยนทรงผม
  6. ซื้อเลนส์แคนนอนใหม่
  7. กินเป็นเวลาและครบทุกมื้อ
  8. ฝึกนั่งสมาธิ
  9. คุยโทรศัพท์ให้น้อยลง
  10. เขียนบลอคให้มากขึ้น
  11. อ่านหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน
  12. ไม่ซื้อหนังสือใหม่ถ้าเล่มก่อนหน้าที่ซื้อมายังไม่จบเกินสามเล่ม
  13. ซื้ออุปกรณ์รักษาฟันให้น้อยลง
  14. ใส่รีเทนเนอร์ทั้งวัน ทุกวัน
  15. กลับบ้านบ่อยมากขึ้น
  16. ฝึกใช้โปรแกรมใหม่ๆที่ยังไม่เคยใช้มาก่อนในชีวิตนี้
  17. ออกกำลังกายมากขึ้น
  18. ส่งเสียน้องสาวบ้างตามที่ส่งได้
  19. มีดอทคอมของตัวเอง
  20. เลิกเปิดคอมทิ้งไว้ข้ามคืนโดยไม่จำเป็น
  21. สอบใบผู้ประกาศข่าว
  22. ยิ้มแย้ม ร่าเริงเหมือนเดิมทุกวัน
  23. ช่วยคนอื่นทุกวันอย่างน้อยวันละหนึ่งคน
  24. ถ่ายรูปมากขึ้น พกกล้องบ่อยขึ้น
  25. วางแผนมากขึ้น
  26. ไม่ดินพอกหางหมู
  27. พูดช้าลง แต่เรียบเรียงความคิดให้มากขึ้น

อีกหนึ่งปีมาดูกันว่าจะทำได้ไหม

สวัสดีปีใหม่ พอจะมีเวลาให้ความสุขบ้างไหม

02/01/2009 missnanny 1 comment

เพิ่งได้อ่านบลอคของพี่ป๊อบที่เขียนเกี่ยวกับหนึ่งปีที่ผ่านมา เลยคิดว่าน่าจะเขียนบ้าง

ปีนี้ผ่านไปไวมาก คิดว่าเป็นเพราะปีนี้เรียนหนัก และปกติแล้วเป็นคนให้ความสำคัญกับเวลา ไม่ชอบปล่อยให้ตัวเองอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไร ถ้าวันไหนขี้เกียจก็นั่งอ่านข่าว-บลอคบนเน็ต ออกไปถ่ายรูป อ่านหนังสือ จะไม่ปล่อยให้ตัวเองนั่งดูทีวี นอน กิน ทั้งวัน (นี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ค่อยกลับบ้าน เพราะกลับทีไร ได้ทำสามอย่างหลังทุกที) พอทำตัวยุ่ง เวลาเลยผ่านไปไว และก็เป็นเวลาที่ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเหมือนกัน จะเล่าให้ฟังในย่อหน้าถัดๆไปคะ

จะขอเล่าก่อนว่าเพิ่งได้อ่านหนังสือของคุณนิ้วกลม ชื่อหนังสือ”ลอนดอนไดอารี่ พอจะมีเวลาให้ความสุขบ้างไหม” เล่ม 1.1  สำนักพิมพ์อะบุ๊ค ราคา 220 บาท ซื้อที่ Kinokuniya สยามพารากอน ปกติจะไม่ค่อยอ่านหนังสือแนว travel journal แต่เล่มนี้พิเศษกว่าเล่มอื่น ตรงที่คนเขียนไม่ได้พรรณนาสิ่งที่เจอระหว่างทางแต่ยังให้ข้อคิดดีๆเกี่ยวกับชีวิตด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่น่าเบื่อ มีมุขตลกแทรกตลอด อ่านไปหัวเราะไป สามวันจบเล่ม

มีย่อหน้าหนึ่งที่คุณนิ้วกลมเขียนเอาไว้ว่า คนเราหายใจเข้าออกอยู่ทุกวัน แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เรารู้ว่าเราหายใจอยู่ น้อยครั้งมากที่เราจะเห็นความสำคัญของลมหายใจ และ “เราดำเนินชีวิตไปโดยอัตโนมัติทุกวี่ทุกวัน น้อยครั้งที่เราจะรู้สึกว่า-ฉันกำลังมีชีวิต” แล้วคุณนิ้วกลมก็สรุปย่อหน้านั้นไว้ว่า เมื่อเรารู้สึกว่ามีชีวิตเมื่อไหร่ “เราจึงได้คิดว่าเราอยากใช้ชีวิตอย่างไร”

ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงสั้นๆในรอบหลายเดือนที่ได้”พัก”จริงๆ ถึงแม้จะรู้ว่าควรนั่งทำการบ้านด้วย แต่สิ่งที่ทำให้แนนคิดได้ก็คือ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เป็นปีที่มีญาติผู้ใหญ่จากไปถึงสามคน ซึ่งถือว่าเยอะมาก และบทสนทนาระหว่างพี่ชายกับแนนในวันหยุดที่เราขับรถไปเที่ยวกันทำให้แนนได้รู้ว่าช่วงที่เรามีชีวิตอยู่ให้ทำอะไรที่เราคิดว่าเราจะไม่มานั่งเสียใจว่าเราไม่ได้ทำ พี่ชายยกตัวอย่างว่าเค้าเสียใจที่เมื่อก่อนไม่ได้ดูแลแม่เท่าที่ควร พาสาวไปกินข้าวแต่ไม่เคยพาแม่ไปกินข้าว เลยทำให้แนนย้อนหลับมานึกถึงตัวเอง

ระหว่างทางวันนั้นเลยนั่งนึกย้อนกลับไปว่าที่ผ่านมา ตัวเองดูแลแม่ดีขนาดไหน ไม่ค่อยกลับบ้าน มัวแต่ทำงานอ่านหนังสือ ทำงาน ในแง่หนึ่งมันก็เป็นสิ่งทีดี เพราะเรารับผิดชอบหน้าที่การเป็นนักเรียน แต่ในอีกแง่หนึ่ง”ครอบครัว”ก็ถือเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้เหมือนกัน ที่ผ่านมาเวลามีปัญหาอะไร ครอบครัวไม่เคยซ้ำเติม ตอกย้ำ ว่ากล่าว มีแต่จะช่วยเหลือ รักษา เยียวยา ปกป้อง เป็นที่พักพิงของเราเสมอ ขณะที่เรามัวแต่ยุ่งตลอดเวลา ขยันเรียนจะได้เข้ามหาลัยดีๆ ขยันอ่านจะได้เกรดดีๆ เพื่อที่จะได้งานดีๆ อีกหน่อยก็ต้องขยันทำงานเพื่อให้ได้ตำแหน่งดีๆ เงินดีๆ หวังว่าจะได้เอาเงินมาดูแลแม่ดีๆ แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราจะต้องปล่อยให้แม่เหงาอยู่อีกกี่วัน และที่สำคัญคือ ถ้าอะไรๆมันไม่เป็นไปตามที่เราวางแผนไว้ละ เราจะมาเสียใจทีหลังหรือเปล่า

เราพอจะมีเวลาให้ความสุขกับคนอื่นบ้างไหมนะ

คุณนิ้วกลมเขียนไว้อีกว่า “ความรักไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อเราคิดถึงตัวเอง” ซึ่งแนนคิดว่ามันใช้อธิบายได้ดีทีเดียว ยามใดที่เราหวังผลเพื่อตนเอง เมื่อนั้นเรามีความรักให้กับตัวเองเท่านั้น ถ้าทุกคนในครอบครัวนึกถึงแต่ตัวเอง ก็คงไม่มีใครมีความรักให้กัน จริงไหมคะ

อันที่จริงก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง เราเลือกใส่เสื้อผ้าที่เราคิดว่าเหมาะกับเราที่สุด เลือกกินสิ่งที่เราคิดว่าอร่อยที่สุด เลือกคบแฟนที่เราคิดว่าเราจะมีความสุขด้วยมากที่สุด แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเราไม่เคยทำสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดเพื่อคนอื่นบ้าง ชีวิตเราคงไม่ค่อยมีอะไรให้เราภาคภูมิใจ ให้เราเห็นคุณค่าของตัวเราเอง หรือให้คนอื่นเห็นคุณค่าในตัวเราเอง

ถึงเวลาแล้วที่จะให้เวลาเพื่อความสุขของคนอื่นบ้าง