Archive

Archive for the ‘แนนชวนคิด’ Category

สวัสดีปีใหม่ พอจะมีเวลาให้ความสุขบ้างไหม

02/01/2009 missnanny 1 comment

เพิ่งได้อ่านบลอคของพี่ป๊อบที่เขียนเกี่ยวกับหนึ่งปีที่ผ่านมา เลยคิดว่าน่าจะเขียนบ้าง

ปีนี้ผ่านไปไวมาก คิดว่าเป็นเพราะปีนี้เรียนหนัก และปกติแล้วเป็นคนให้ความสำคัญกับเวลา ไม่ชอบปล่อยให้ตัวเองอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไร ถ้าวันไหนขี้เกียจก็นั่งอ่านข่าว-บลอคบนเน็ต ออกไปถ่ายรูป อ่านหนังสือ จะไม่ปล่อยให้ตัวเองนั่งดูทีวี นอน กิน ทั้งวัน (นี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ค่อยกลับบ้าน เพราะกลับทีไร ได้ทำสามอย่างหลังทุกที) พอทำตัวยุ่ง เวลาเลยผ่านไปไว และก็เป็นเวลาที่ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเหมือนกัน จะเล่าให้ฟังในย่อหน้าถัดๆไปคะ

จะขอเล่าก่อนว่าเพิ่งได้อ่านหนังสือของคุณนิ้วกลม ชื่อหนังสือ”ลอนดอนไดอารี่ พอจะมีเวลาให้ความสุขบ้างไหม” เล่ม 1.1  สำนักพิมพ์อะบุ๊ค ราคา 220 บาท ซื้อที่ Kinokuniya สยามพารากอน ปกติจะไม่ค่อยอ่านหนังสือแนว travel journal แต่เล่มนี้พิเศษกว่าเล่มอื่น ตรงที่คนเขียนไม่ได้พรรณนาสิ่งที่เจอระหว่างทางแต่ยังให้ข้อคิดดีๆเกี่ยวกับชีวิตด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่น่าเบื่อ มีมุขตลกแทรกตลอด อ่านไปหัวเราะไป สามวันจบเล่ม

มีย่อหน้าหนึ่งที่คุณนิ้วกลมเขียนเอาไว้ว่า คนเราหายใจเข้าออกอยู่ทุกวัน แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เรารู้ว่าเราหายใจอยู่ น้อยครั้งมากที่เราจะเห็นความสำคัญของลมหายใจ และ “เราดำเนินชีวิตไปโดยอัตโนมัติทุกวี่ทุกวัน น้อยครั้งที่เราจะรู้สึกว่า-ฉันกำลังมีชีวิต” แล้วคุณนิ้วกลมก็สรุปย่อหน้านั้นไว้ว่า เมื่อเรารู้สึกว่ามีชีวิตเมื่อไหร่ “เราจึงได้คิดว่าเราอยากใช้ชีวิตอย่างไร”

ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงสั้นๆในรอบหลายเดือนที่ได้”พัก”จริงๆ ถึงแม้จะรู้ว่าควรนั่งทำการบ้านด้วย แต่สิ่งที่ทำให้แนนคิดได้ก็คือ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เป็นปีที่มีญาติผู้ใหญ่จากไปถึงสามคน ซึ่งถือว่าเยอะมาก และบทสนทนาระหว่างพี่ชายกับแนนในวันหยุดที่เราขับรถไปเที่ยวกันทำให้แนนได้รู้ว่าช่วงที่เรามีชีวิตอยู่ให้ทำอะไรที่เราคิดว่าเราจะไม่มานั่งเสียใจว่าเราไม่ได้ทำ พี่ชายยกตัวอย่างว่าเค้าเสียใจที่เมื่อก่อนไม่ได้ดูแลแม่เท่าที่ควร พาสาวไปกินข้าวแต่ไม่เคยพาแม่ไปกินข้าว เลยทำให้แนนย้อนหลับมานึกถึงตัวเอง

ระหว่างทางวันนั้นเลยนั่งนึกย้อนกลับไปว่าที่ผ่านมา ตัวเองดูแลแม่ดีขนาดไหน ไม่ค่อยกลับบ้าน มัวแต่ทำงานอ่านหนังสือ ทำงาน ในแง่หนึ่งมันก็เป็นสิ่งทีดี เพราะเรารับผิดชอบหน้าที่การเป็นนักเรียน แต่ในอีกแง่หนึ่ง”ครอบครัว”ก็ถือเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้เหมือนกัน ที่ผ่านมาเวลามีปัญหาอะไร ครอบครัวไม่เคยซ้ำเติม ตอกย้ำ ว่ากล่าว มีแต่จะช่วยเหลือ รักษา เยียวยา ปกป้อง เป็นที่พักพิงของเราเสมอ ขณะที่เรามัวแต่ยุ่งตลอดเวลา ขยันเรียนจะได้เข้ามหาลัยดีๆ ขยันอ่านจะได้เกรดดีๆ เพื่อที่จะได้งานดีๆ อีกหน่อยก็ต้องขยันทำงานเพื่อให้ได้ตำแหน่งดีๆ เงินดีๆ หวังว่าจะได้เอาเงินมาดูแลแม่ดีๆ แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราจะต้องปล่อยให้แม่เหงาอยู่อีกกี่วัน และที่สำคัญคือ ถ้าอะไรๆมันไม่เป็นไปตามที่เราวางแผนไว้ละ เราจะมาเสียใจทีหลังหรือเปล่า

เราพอจะมีเวลาให้ความสุขกับคนอื่นบ้างไหมนะ

คุณนิ้วกลมเขียนไว้อีกว่า “ความรักไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อเราคิดถึงตัวเอง” ซึ่งแนนคิดว่ามันใช้อธิบายได้ดีทีเดียว ยามใดที่เราหวังผลเพื่อตนเอง เมื่อนั้นเรามีความรักให้กับตัวเองเท่านั้น ถ้าทุกคนในครอบครัวนึกถึงแต่ตัวเอง ก็คงไม่มีใครมีความรักให้กัน จริงไหมคะ

อันที่จริงก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง เราเลือกใส่เสื้อผ้าที่เราคิดว่าเหมาะกับเราที่สุด เลือกกินสิ่งที่เราคิดว่าอร่อยที่สุด เลือกคบแฟนที่เราคิดว่าเราจะมีความสุขด้วยมากที่สุด แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเราไม่เคยทำสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดเพื่อคนอื่นบ้าง ชีวิตเราคงไม่ค่อยมีอะไรให้เราภาคภูมิใจ ให้เราเห็นคุณค่าของตัวเราเอง หรือให้คนอื่นเห็นคุณค่าในตัวเราเอง

ถึงเวลาแล้วที่จะให้เวลาเพื่อความสุขของคนอื่นบ้าง

I’m sick of PAD

27/11/2008 missnanny 4 comments

         Earlier this moring, I received a text from Mary, my British friend, saying ” What is happening in Thailand? You are all over our news!” Well, Mary, I wish I can find an answer for you too. I still can’t figure out what are these folks want. They used to say they want a new election but yesterday they said they don’t want a new election. Instead, they want PM Somchai Wongsawat to resign. That’s a bit weird. If what they want is to have Thaksin’s fellows removed like what they said at the beginning,then having PM resign is totally not the real solution because Thaksin’s fellows will still there in the paliament.  I really have no idea what they are trying to do.

            I don’t care what they want because PAD’s demand is endless and I’m sure many travellers, pedestrians, people who try to get to work, school kids don’t care whether they are going to eat, sleep, camping in the Government House for the rest of eternity as long as they don’t make anyone a trouble. As a matter of fact, I have always agree that people should stand up for themselves and they do have the right to do that. But this is outrageous!! Shut down the international airport??!!!! what on earth are they thinking? Ruining the country? Then what? get a trophy? I have no idea which part of their brain is actually working.

This is sad

3062653607_816cf22238_o1

รูปจาก http://tinyurl.com/6rgtol

Categories: แนนชวนคิด Tags:

อยากทำได้-ทำเป็น

17/11/2008 missnanny 1 comment

แนนมีหลายอย่างที่อยากทำได้และทำเป็น แต่ไม่ได้ทำหรือลองทำแล้วแต่ทำไม่สำเร็จเสียที ได้แก่

  1. ขับรถ
  2. พิมพ์สัมผัสภาษาไทย
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  4. ไว้ผมยาวโดยไม่คิดรำคาญอยากตัด
  5. ทำขนมไทย
  6. แม่นแกรมม่าและการสะกด
  7. ทำเว็บ
  8. วาดเส้น
  9. พูดภาษาที่สาม
  10. อ่านโน้ตดนตรีสากล เล่นเปียโน
  11. ดำน้ำ
  12. ถ่ายพอร์เทรท
  13. ดูแลตัวเอง เช่น ไม่นอนดึก กินข้าวตรงเวลา

ถ้านึกออกจะมาใส่เพิ่มละกัน

A decision

16/11/2008 missnanny 1 comment

ตอนนี้ยุ่งมากๆ ยุ่งจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากงานๆๆๆ จากเทอมที่แล้วที่เคยเรียนสบายๆ มาเทอมนี้ดูเหมือนว่าทุกนาทีก็มีค่าจริงๆ มีค่ามากจนลังเลอยู่ว่าการเขียนเอ็นทรีนี่จะเป็นสิ่งที่เสียเวลาหรือเปล่า แต่คิดไปคิดมาก็สรุปว่า ตอนนี้มันยุ่งมากจนมีเรื่องให้คิดในหัวหลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน ตีกันไปตีกันมาในหัว และคิดว่าเอาออกมาระบายบ้างน่าจะเป็นสิ่งที่ดี

ตอนนี่หนักใจมากกว่าเราเอาเวลามาทำกิจกรรมเรือเยาวชนเยอะไปไหม ทั้งๆที่เทอมนี้เรียนหนักมากๆคือเจ็ดวิชา คนรอบข้างหรือเพื่อนๆบางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง”ขนาดนี้” ทั้งๆที่มีเวลาน้อยในการทำการบ้านอยู่แล้ว แนนคงต้องตอบว่า ก็เพราะว่ามันมีเวลาเหลือ”น้อย”อย่างนี้นี่แหล่ะ แนนเลยต้องทำและอยากทำด้วย เพราะตอนนี้แนนเข้ามาถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตนักศึกษาแล้ว ช่วงเวลาที่ใครๆหลายคนบอกว่ามันเป็นช่วงที่สนุกที่สุดของชีวิต แนนไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาแนนใช้มันคุ้มค่าที่สุดและสนุกที่สุดหรือยัง แต่แนนรู้สึกว่าตอนนี้นี่แหล่ะ ที่แนนมีความสุขและสนุกกับสิ่งที่แนนได้ทำ แม้ว่ามันจะเหนื่อยมากก็ตาม

แนนไม่รู้เหมือนกันว่ากิจกรรมช่วงนี้จะทำให้แนนพลาดเกียรตินิยมอันดับหนึ่งไหม และถึงแม้แนนจะไม่ได้ตั้งความหวังไว้กับมันมากเพราะเกรดคงไต่ไปไม่ถึง แต่ช่วงนี้สิ่งต่างๆที่แนนได้ทำมันทำให้แนนโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก แม้ว่าหลายๆคนอาจมองดูว่าภายนอกว่าเรายังเป็นเด็กคนเดิมที่ใส่กระโปรงวิ่งไปมาหัวเราะเสียงตลกๆ ต่จริงๆแล้วตอนนี้รู้สึกเลยว่าเราได้ทำสิ่งที่ต้องมีความรับผิดชอบมาก ต้องพูดคุย เจรจากับผู้ใหญ่ ได้ออกแบบกราฟฟิคด้วย ถึงแม้ว่าไม่จะสวยแบบมืออาชีพแต่ก็ดีใจที่เราไม่ได้เรียนออกแบบเลยแต่ทำได้ แนนได้มิตรภาพ ได้เรียนรู้ผู้คน ทั้งหมดนี่ทำให้แนนคิดได้เหมือนกันว่า ถ้าเราตั้งใจเรียนอย่างเดียวแล้วได้เกียรตินิยมมา แต่แนนจะพลาดสิ่งเหล่านี้ไปหมดเลย ถึงเวลานั้นแนนควรจะดีใจหรือเปล่า

ถึงแม้ว่าบทสรุปของการทุ่มเทครั้งนี้ยังมาไม่ถึง และแนนก็ไม่รู้ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง(และก็ยังไม่มีใครรู้ได้ด้วย) ถึงแม้ว่ามันจะออกมาแบบผิดพลาด แนนก็ขอเรียกว่ามันเป็นการผิดพลาดที่ให้ผลดีมากที่สุดกับแนนเหมือนกัน แบบที่มหาวิทยาลัยก็ให้แนนไม่ได้

แนนหวังว่าทุกคนคงเข้าใจ

My PR course

29/09/2008 missnanny 1 comment

เทอมนี้จบแล้ว เป็นอีกเทอมที่ผ่านไปเหมือนเมื่อหกเทอมก่อนหน้านี้ และถึงแม้จะลงแค่ห้าวิชา แต่การบ้านก็ไม่แพ้คนอื่นๆที่เรียนหกตัวเลยทีเดียว และเป็นครั้งแรกที่เรียนวิชาพีอาร์ประหนึ่งเรียนวิชาเอก

ก่อนอื่นต้องขอสารภาพกับอาจารย์ก่อนว่า แนนตั้งใจจะถอนวิชานี้ตอนที่เปิดเทอมใหม่ๆ แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะค่ะ คือ แนนกะว่าจะไม่เข้าเลยตั้งแต่คาบแรก เพราะเป็นช่วงที่ความอยากทำงานกราฟฟิคอยู่ในระดับสูงมาก จนคิดจะเปลี่ยนสาขาวิชาโทไปเรียนโฆษณา แต่ความตั้งใจครั้งแรกเลยที่ลงวิชา PR นี้ เพราะอาจารย์วิชามีเดียตัวแรกบอกว่าวิชานี้จะได้ทำเวบด้วย ซึ่งก็คิดว่าคงได้ทำกราฟฟิกเหมือนกัน แต่ก็มีความคิดว่าถ้าชอบนัก ก็เปลี่ยนโทไปเลยไม่ดีกว่าหรอ เพราะเค้ามีสอนทำกราฟฟิคด้วย เลยทำการขอโควต้าวิชาโฆษณาไปเรียบร้อยก่อนเปิดเทอมไม่กี่อาทิตย์ แล้วก็ไปเข้าเรียนโฆษณาในวันจันทร์

พอมาวันอังคาร แนนก็ลังเลว่าจะเข้าเรียนดีไหม เพราะยังไงก็กะถอนอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าเรียนดีกว่า ไหนๆก็ได้โควต้าเรียนแล้วก็เข้าไปฟังเสียหน่อย แต่ปรากฏว่าคลาสมีแค่สามคน!!! เลยคิดว่า่ถ้าถอนก็จะเหลือแค่สองคน อาจารย์อาจจะสอนลำบาก และถ้าเรียน ก็จะถือว่าเป็นกำไรของเรา เพราะแน่นอนว่าคลาสเล็ก เราจะตักตวงบทเรียนได้มากกว่าเซคใหญ่ๆอยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เรียนพีอาร์มาสองตัวก็คนเรียนเยอะ ประกอบกับที่ำไปนั่งเรียนโฆษณามาเมื่อวันจันทร์ ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเราเท่าไหร่ เพราะเนื้อหาค่อนข้าง commercial เลยไม่ชอบ

เลยถอนโฆษณาออก และก็ดีใจที่ตัวเองตัดสินใจอย่างนั้น

วิชานี้ ถึงแม้ว่าจะชื่อว่าเป็นสื่อพีอาร์ และมี course description ที่เขียนอธิบายไว้ว่าจะเน้นการเรียนเกี่ยวกับสื่ออินเตอร์เน็ต แต่เนื้อหาที่ได้เรียนจริงๆเยอะกว่านั้นมาก แนนไม่ได้เรียนแค่ว่าจะเอาอินเตอร์เน็ตมาใช้กับการพีอาร์แบบไหน แต่ยังได้เรียนกลไกที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี web 2.0 และโลกอินเตอร์เน็ต ที่สามารถโยงไปถึงเนื้อหาที่เป็นเรื่องสังคม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การตลาด การเมือง คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี โอววว…ใครจะเชื่อว่าทั้งหมดนี้เสพได้จากการเรียนวิชาเดียว แต่ถ้าจะเขียนว่าวิชานี้เรียนเรื่องอะไรในแต่ละศาสตร์ที่กล่าวมาบ้าง คงจะร่ายยาวจนอ่านกันข้ามวัน เอาเป็นว่า จะเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่เรียนวิชานี้ เปลี่ยนชีวิตและมุมมองของแนนยังไงบ้าง (โฮฮฮ ฟังดูซีเรียสจัง)

เอาด้านความคิดก่อนละกัน เพราะเมื่อความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมจะเปลี่ยนตาม

ก่อนหน้านี้ชอบคิดอะไรตื้นๆ คิดง่ายๆ มองอะไรมิติเดียว เหมือนมองแผ่นกระดาษ แต่พอเรียนวิชานี้แล้วรู้เลยว่า เวลามองหรือเวลาจะคิดวิเคราะห์อะไร ต้องมองหลายๆมุม และคิดหลายๆชั้น (ฟังดูเหมือนเป็น concept ธรรมดาๆ แต่จะบอกว่าเด็กที่ปกติเรียนแต่ภาษาอย่างแนน ไม่ค่อยมีโอกาสเรียนวิชาที่ต้องมีกระบวนการคิดมากๆเท่าไหร่) ตัวอย่างหนึ่งที่แนนจำได้แม่นเลยคือเรื่อง รถเมล์ ช่วงนั้นกำลังมีข่าวที่ ครม.เสนอให้มีการยกเลิกรถเมล์พัดลม แล้วเปลี่ยนเป็นรถเมล์ NGV หกพันคันทั่วกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่คิดตอนนั้นคือ เปลี่ยนก็ดีเพราะจะได้นั่งรถสบายๆ แอร์เย็นๆ แต่ก็คิดสงสารคนที่จะตกงานเพราะรถเมล์ใหม่จะใช้เครื่องแทนการจ้างกระเป๋ารถเมล์ และสงสารคนจนเพราะรถเมล์ใหม่จะเริ่มต้นราคาที่ 15 บาท แต่พอได้คุยกับอาจารย์เรื่องนี้ในคลาส ทำให้รู้ว่าเราจะคิดแค่นี้ไม่ได้ เพราะต้องลองนึกข้อดีที่จะส่งผลในระยะยาวด้วย ลองนึกดูว่าถ้ามีการนำเครื่องคิดเงินมาใช้แทนกระเป๋ารถเมล์ ทรัพยากรบุคคลที่เคยทำงานเก็บเงินซึ่งไม่ได้เป็นงานที่ซับซ้อน ก็จะมีโอกาสได้ไปทำงานอย่างอื่นที่ได้ฝึกทักษะและใช้ความสามารถได้มากกว่านี้ ทำให้คนได้พัฒนาศักยภาพตัวเองมากขึ้น มีความสามารถมากขึ้น และมีรายได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน คนจนที่เคยขึ้นรถเมล์ราคาถูก พอค่ารถขึ้นราคา คนจนก็ต้องมีการพัฒนาความสามารถและศักยภาพของตัวเอง คือ ต้องคิดและพยายามมากขึ้นเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เช่น อาจจะต้องคิดมากขึ้นว่าต้องทำอย่างไจึงรจะมีรายได้มากขึ้น

หลังจากที่เรียนวิธีคิดแบบนี้แล้ว เวลาเจอเรื่องในชีวิตประจำวัน เลยรู้สึกว่า เราต้องคิดหลายๆด้าน และมีเหตุผลมากขึ้น จำได้ว่าช่วงกลางๆเทอม ห้องสมุดประกาศปรับราคาค่าปรับหนังสือ จากวันละสามบาทเป็นห้าบาทต่อเล่ม ตอนแรกที่รู้ก็หงุดหงิดเหมือนกัน แต่พอคิดไปคิดมาแล้ว ที่เราเสียค่าปรับก็เพราะว่าเรายืมเกินกำหนดเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะว่าเรารู้สึกว่าสามบาทมันน้อย เลยไม่ค่อยใส่ใจที่จะจำว่ามันกำหนดส่งวันไหน แล้วห้องสมุดเค้าก้ให้เรา renew หนังสือหรือยืมต่อได้ผ่านเวบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้้น การขึ้นราคาครั้งนี้ก็มีข้อดีตรงที่ มันทำให้เรา active มากขึ้นที่จะต้องพยายามที่จะหาวิธีการ ที่จะช่วยให้ตัวเองไม่ถูกปรับ เช่น อาจมีการจดบันทึกที่ชัดเจน หรือ ตั้งเตือนความจำใน remember the milk เป็นต้น

ก่อนที่จะเรียนวิชานี้ สิ่งที่คิดในแต่ละวัน จะวนๆอยู่แค่เรื่องใกล้ๆตัว เช่น การเรียน การบ้าน และหมดเวลาไปกับเรื่องแนวๆนี้แค่นั้น แต่พอเรียนวิชานี้แล้ว รู้เลยว่าโลกและสังคมที่เราอยู่นี้จริงๆแล้วมันมีอะไรให้เราคิดเยอะมากกว่านั้น เพราะเราอยู่โครงสร้างที่ใหญ่และซับซ้อน แต่ทุกอย่างก็มีความสัมพันธ์กันอย่างเหลือเชื่อและมี dynamic ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงของคนๆหนึ่งซึ่งอาจจะอยู่ในซอกหลืบของโครงสร้างนี้ที่อาจจะไม่มีใครรู้จัก/เห็น ก็สามารถสร้างความเปลียนแปลงให้เกิดกับสังคมใหญ่ๆได้ เราจึงจำเป็นต้องใส่ใจกับสิ่งรอบข้างด้วย ไม่ใช่หมดเวลาไปกับเรื่องเรียนอย่างเดียว เช่น twitter ที่เกิดจากไอเดียของคนๆหนึ่งซึ่งแนนไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่สิ่งที่ twitter ทำมันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการสื่อสารของทั้งโลก ซึ่งถ้าแนนไม่สนใจมันหรือไม่พยายามที่จะรับรู้มัน แนนก็จะกลายเป็นคนโลกแคบ รู้จักแต่ตำรา รู้เท่าที่เห็น และจะไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมใครสักคนต้องพยายามอะไรมากมายเพื่อทำอะไรสักอย่างด้วย

ส่วนเรื่องพฤติกรรม

อย่างแรกคือ ก่อนเรียนเป็นคนที่ไม่สนใจข่าวสารบ้านเมือง ปัจจัยนึงอาจเป็นเพราะเราเรียนภาษา(อย่างเดียวจริงๆ) เลยไม่ได้รับแรงกระตุ้นใดๆให้ติดตามคดีทักษิณ สถานการณ์การเมือง ราคาน้ำมัน ม๊อบ หรือเรื่องอื่นๆที่เป็นความเคลื่อนไหวและความเป็นไปของมนุษยชาติ มีบ้างแต่ก็น้อย และแค่ผิวเผินท่านั้น และมักติดตามเฉพาะช่วงที่มีเวลามานั่งดูข่าวในทีวี แต่ตั้งแต่ที่ได้เรียนวิชานี้ ก็เปลี่ยนไปเลย กลายเป็นคนที่บอกรับข่าวสารมากขึ้น รับฟีด อ่านบล๊อค อ่านหนังสือพิมพ์(ที่สำคัญคือเริ่มอ่านเรื่องที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดจะอ่านมากขึ้น) อ่านบทความวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ

อย่างที่สองคือ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ซึ่งอันนี้ค่อนข้างเยอะ เมื่อก่อนก็ชอบคอมฯและทำกราฟฟิค แต่ก็รู้เท่าที่เห็น ทำเป็นเท่าที่ใช้ แต่พอเรียนวิชานี้ จะเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับเทคโนโลยี แบบที่เพื่อนที่ไม่ได้เีัรียนวิชานี้จะไม่มีวันเข้าใจ (รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ประจำห้องคอมด้วย) ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ก็อย่างเช่น

  • เวลาใช้คอมที่ภาคฯก็จะเลือกนั่งเครื่องที่มี firefox (ซึ่งมีอยู่เครื่องเดียว) จนตอนนี้กลายเป็นที่นั่งประจำไปแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการได้สัมผัสความไฮโซของมัน และรู้ว่าไออีไม่ดีอย่างที่คิด
  • เวลาเจอเพื่อนเล่นคอมอยู่ ก็จะถามว่าเค้าใช้ browser อะไร
  • เลิกเล่น MSN และเลิกใช้ Hotmail หลังจากที่เป็นลูกค้าประจำมาตั้งแต่มอต้น เพราะชีวิตถูกยกระดับด้วย Gmail และ Google Talk
  • เลิกเชค Hi5 อย่างถาวร จากเดิมที่ไม่ชอบมันอยู่แล้ว
  • ใช้ Multiply น้อยลงมาก อันนี้แปลกใจเหมือนกัน เพราะจริงๆชอบถ่ายรูป จะอัพโหลดรูปอยู่เรื่อยๆ และมักเห่อและภาคภูมิใจกับมันมากๆ แต่พอเรียนวิชานี้แล้วแทบไม่ได้แตะเลย  คงเป็นเพราะว่าเบื่อจะต้องคอยทำลายน้ำทุกรูป และคิดว่าเป็นสิ่งที่เสียเวลา มีความคิดว่าคนเราน่าจะมีจิตสำนึกในการใช้ผลงานของคนอื่นมากกว่านี้
  • เขียนบลอคนี้ และคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี จนสนับสนุนให้น้องสาวทำก่อนไปอยู่นอร์เวย์ด้วย ซึ่งน้องก็เริ่มชอบบลอคเหมือนกัน และเริ่มเห็นแล้วว่า hi5 มันแย่แค่ไหน
  • ใช้ twitter และมักชวนเชื่อให้คนอื่นใช้ด้วย แต่เค้ามักไม่ใช้กัน เพราะไม่เข้าใจประโยชน์ของมันและคิดว่ามันไร้สาระ
  • สนใจการอ่านเรื่องที่มีสาระมากขึ้น เช่น อ่าน Blognone , personal blog อื่นๆ, อ่านข่าว, บทความ, วิกิพีเดีย
  • หิ้วโน้ตบุ๊คมาเรียน จนเพื่อนบอกว่าเวลาคุยกันแล้วพูดถึงแนน (ซึ่งชื่อโหลมาก) จะต้องระบุว่าแนนคนนี้คือ “แนนโนัตบุ๊ค” ประมาณว่าถ้าเห็นแนน ต้องเห็นโน้ตบุ๊คด้วย (คิดเล่นๆว่าถ้าเกิดคนที่ชื่อแนนอีกคนก็ชอบเอาโน้ตบุ๊คมาด้วย เวลาเรียกคงต้องเพิ่มชื่อยี้ห้อโน้ตบุ๊คไปด้วย อาจจะเป็น “แนน hp”)

อีกอย่างที่ได้จากวิชานี้คือ เวลารู้อะไรต้องรู้ให้จริง รู้จัก wikipedia ก็ต้องรู้ว่ามันมีไอเดียมาจากอะไร สะท้อนอะไรบ้าง ไม่ใช่ท่องๆแค่ว่ามันเป็นสารานุกรมออนไลน์ และไม่ใช่ว่าเรียนพีอาร์แล้วจะเรียนเฉพาะเรื่องกระบวนการประชาสัมพันธ์อย่างเดียว แต่เราต้องจักการตลาด หลักเศรษฐศาสตร์ รู้จัก long tail รู้จัก Wisdom of Crowds และอื่นๆอีกมากมายด้วย ซึ่งการเรียนวิขานี้ inspired ในแนนเขียนเรียงความเรื่องสุดท้่ายในวิขา Argumentative writing ชื่อเรื่อง “Is our English really English?” ชี้ประเด็นว่าภาควิชาฯควรจะสอนอย่างอื่นมากกว่าภาษาด้วย เพราะตอนนี้เหมือนเราเน้นแต่เรียนภาษาอย่างเดียว จนแนนรู้สึกว่าถ้าไม่ได้วิชาโทหรือวิชาเลือกเสรีมาช่วยไว้ คงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายเวลาในมหาวิทยาลัยที่เป็นช่วงที่เราจะตักตวงอะไรได้มากมายแน่ๆ

ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดที่ได้นี้ เริ่มต้นมาจากการเีรียนเรื่อง web 2.0 และการเรียนเรื่องพีอาร์ ซึ่งชี้ให้เห็นเลยว่า ความคิดที่ว่าการประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องง่ายๆ แค่เขียนข่าวแล้วประกาศให้ชาวบ้านเขารู้นั้น เป็นความคิดที่ผิดและโบราณมากๆ