Archive

Archive for the ‘แนนชวนเที่ยว’ Category

Europe Trip Day2-Pisa

28/05/2009 missnanny 1 comment

ขี้เกียจมาก แต่จะฝืนใจเขียนต่อให้จบละกัน

ทริปยุโรปวันที่สอง

วันนี้เป็นวันที่แนนขอเรียกว่าเป็นวันที่ตื่นเต้นที่สุดในวันที่ไม่มีอะไรที่สุด อิอิ งงไหม เดี่ยวเล่าให้ฟังคะ

ตามกำหนดการวันนี้เป็นวันที่เราจะนั่งรถไฟจากโรมไปเมืองฟลอเรนส์ (Firenze) เราก็ไปถึงสถานีกันก่อนเวลารถออกประมาณครึ่งชั่วโมงคะ และที่สถานี Roma Termini ก็เป็นจุดสกัดนักช้อปแห่งนึงด้วยร้านค้าที่รายเรียงกันในสถานี และด้วยเหตุนี้เองป้าของแนนก็ลุยเข้าร้านเสื้อและด้วยความอืดของเจ้าเครื่องรูดบัตร ทำไมดิชั้นและป้าตกรถไฟ!!!!! งานเข้าเลยคะคราวนี้

โชคดีที่เปิดโรมมิ่งไว้คะ เลยรีบโทรหาพี่ไกด์และสอบถามวิธีเดินทาง เลยได้รู้ว่าจะต้องไปหาเจ้าหน้าที่ขายตัวเพื่อให้เขาหาขบวนเที่ยวถัดไปให้เราโดยไม่ต้องเสียเงินใหม่ โชคดีมากๆ ที่แนนมีตั๋วที่พี่ไกด์แจกติดตัวไว้ ไม่งั้นต้องซื้อตั๋วใหม่คนละ 34 ยูโร จะบอกว่าสถานีโรมาแตรมินี่ ใหญ่ใช้ได้เลยคะ กว่าจะหาช่องขายตั๋วเจอ ดิชั้นก็ต้องงัดความรู้ภาษาอิตาเลียนที่มีอยู่ทั้งหมด(อันน้อยนิด)มาใช้ แต่โชคดีที่อิตาลีไม่เหมือนชาตินิยมอย่างญี่ปุ่นเพราะการสื่อสารภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่องปกติ ถ้าให้เลือกระหว่างหลงทางในหมู่บ้านเล็กๆของญี่ปุ่นกับหลงในกรุงโรมล่ะก็ ขอเลือกอย่างหลังดีกว่านะ

พอเจอห้องขายตั๋วแล้ว อีกปัญหาที่เจอคือ คิวยาวววววววเยียด เพราะว่าสถานีโรมาแตรมินี่คือสถานีที่มีรถไฟที่ไปทั่วอิตาลี เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวเยอะมากคะ จำได้ว่าคนที่เข้าคิวส่วนใหญ่เป็นต่างชาติเสียเกินครึ่งเลย แต่คราวนี้จะทำไงดีล่ะ รีบก็รีบเพราะรถไฟที่คณะทัวร์นั่งไปเป็นรถไฟยูโรสตาร์ซึ่งเร็วกว่ารถไฟธรรมดา วิ่งแค่ชั่วโมงกว่าๆก็ถึงฟลอเรนส์แล้ว ป้าเลยบอกว่า “แนน แซงคิวเหอะ ฉุกเฉินอ่ะ” ซึ่งถ้าใครอยู่กับแนนตอนนั้นก็คงจะเห็นด้วยคะ เพราะมันต้องรีบจริงๆ เลยพยายามแซงอย่างเนียนที่สุด โชคดีเป็นของเราที่พอเจ้าหน้าที่เห็นเราไม่ได้ต่อคิวแต่พอเราอธิบายให้ฟัง เค้าก็เข้าใจและช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่ จึงได้เดินทางเที่ยวต่อไปซึ่งจะออกตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง เลยรอดมาได้

เหตุการ์ตื่นเต้นจบไปแล้ว ส่วนที่บอกว่าวันนี้เป็นวันที่ไม่มีอะไรมากที่สุดก็คือว่า ตามตารางแล้ววันนี้เป็นวันที่เราไปฟลอเรนส์เพื่อชมเมืองและดูรูปปั้นเดวิส(จำลอง) แต่ในเมื่อแนนตกรถไฟ โปรแกรมที่ว่านั้นก็เลยไม่ได้ไป ขาดทุนเลย ส่วนตอนบ่ายก็นั่งรถอีกประมาณสองชั่วโมงไปเมืองปิซ่าเพื่อดูหอเอน เราใช้เวลาที่เมืองปิซ่าเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น แล้วก็นั่งรถอีกประมาณห้าชั่วโมงไปเวนิส(ฝั่งแผ่นดินใหญ่) และพักที่โรงแรม NH Laguna Palace คะ

จบวันที่สอง

Europe trip-Day 1: Rome

24/04/2009 missnanny 1 comment

“แนนจะไปยุโรปไหม”
“ไปเมื่อไหร่คะ” แนนถามกลับ
“สงกรานต์” คนถามตอบกลับมา
“หรอคะ…ก็น่าจะได้ละมั้ง”

นั่นเป็นประโยคสั้นๆที่ทำให้คนๆหนึ่งได้เปิดประตูสู่โลกกว้างที่ไม่ค่อยจะได้เปิดมานานแล้ว แนนเตรียมเอกสารขอวีซ่าตลอดจนแพ๊คกระเป๋าแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าจะได้ไปจริงๆ เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ใช้เงิน(ที่หาไม่ค่อยจะได้)มาเที่ยวพักร้อนแบบนี้ แนนเลยคิดว่าไปเที่ยวครั้งนี้คงเป็นครั้งที่ไม่เหมือนกับครั้งอื่นๆแน่นอน

และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ… แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังคะ

สิบชั่วโมงบนสายการบินลุฟฮันซ่าพาคณะทัวร์ของเราไปสู่กรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลีที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์กว่าสองพันปี หลังจากที่เราออกจากสนามบินลีโอนาร์โด-ดาร์วินชีตอนประมาณเก้าโมงเช้า เราก็ตรงไปที่โคลอซเซียมเลยค่ะ เหอๆ ฟันเฟินไม่ต้องแปรง เที่ยวก่อน แต่เอาเถอะ มาไกลขนาดนี้เรื่องเที่ยวต้องเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก

เรานั่งรถประมาณยี่สิบนาทีจากสนามบินก็ถึงในตัวเมืองของกรุงโรมคะ เห็นโคลอซเซียม (Colosseum) เด่นตระหง่านอยู่หน้าถนน ไม่น่าเชื่อว่าอาคารหลังนี้จะเป็นที่สังเวยชีวิตคนโบราณมานับพันคนเพื่อความบันเทิง แต่ก็อดทึ่งกับสถาปัตยกรรมอันสุดยอดของชาวโรมันไม่ได้ ที่สามารถเนรมิตให้อิฐหินปูทรายธรรมดาเป็นอาคารอัฒจรรย์แห่งแรกของโลก แถมจุคนได้ครึ่งแสนอีกต่างหาก ทีแรกนึกภาพเอาไว้ว่าโคลอซเซียมจะมีสภาพสมบูรณ์กว่านี้ เพราะพอมาเห็นของจริงใกล้ๆ รู้สึกว่ามันมีรูพรุนมากกว่าที่คิดแฮะ แต่อย่างว่าแหล่ะ มันสร้างมาเฉียดๆสองพันปีแล้วนี่นา

โคลอซเซียมและรูพรุน

โคลอซเซียมและรูพรุน

แถมให้อีกมุมนึง

แถมให้อีกมุมนึง

ติดกับโคลอซเซียมคือประตูชัยคอนสแตนติน นับเป็นประตูชัยแห่งแรกของโลกและเป็นต้นแบบในการสร้างประตูชัยไปโดยปริยาย ที่นี้นับเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะของชาวคริสต์แห่งแรก โดยจักรพรรดิคอนสแตนตินทรงรบชนะจักรพรรดิมักเซนติอุสในปี คศ. 312 จึงได้สร้างประตูชัยขึ้นเป็นอนุสรณ์และสถาปนาคริสตศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ประตูชัยแห่งนี้เป็นต้นแบบของประตูชัยที่ฝรั่งเศส

ประตูชัยคอนสแตนติน

ประตูชัยคอนสแตนติน

ติดกันกับโคลอซเซียมเป็นโรมันฟอรั่ม (Foro Romano)เป็นศูนย์กลางของการเมืองการปกครองของกรุงโรม กิจกรรมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง การปราศรัย การเสวนาแลกเปลี่ยน การฟ้องร้อง ต่างก็เกิดขึ้นที่นี้ทั้งสิ้น แนนไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะมันไม่ได้อยู่ในโปรแกรมทัวร์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ก็แอบๆเดินไปถ่ายรูปมานิดหน่อย

หลังจากนั้นก็เป็นเวลาของมื้อเที่ยงคะ เราไปร้านอาหารจีนไม่ไกลจากโคลอซเซียม แต่เข้าไปในร้านแทนที่จะเจอคนจีน ข้าพเจ้าแลไปทางไหนก้เห็นแต่คนไทยยยยยยย ทั้งนั้นเลย ให้ตายเหอะ อุตส่าห์บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเมดิเตอร์เรเนียน พอเห็นอย่างนี้นึกว่านั่งอยู่ร้านแถวๆอ่าวไทย มาทราบเอาหลังกินเสร็จแล้วว่ามาเที่ยวช่วงสงกรานต์ก็จะต้องเจอกับทัวร์กรุ๊ปอื่นๆ แบบนี้แหล่ะ ทั้งร้านจุคนได้เกือบร้อยคนซึ่งก็เป็นคนไทยเสียหมดเลย มีฝรั่งนั่งอยู่ครอบครัวนึงตรงกลาง แนนรู้สึกว่าเค้าเข้าผิดร้านเลยอ่ะ เหอๆ

กินข้าวเสร็จก็เป็นเวลาเดินต่อ เราเดินประมาณสองนาทีก็ถึงบันไดสเปน (Scalinata di Spagna)อันเลื่องชื่อ ที่นี้เป็นบันไดที่กว้างและยาวที่สุดในยุโรป โดยมีทั้งหมด 138 ขั้น ใช้เวลาสร้างเพียงสองปีเท่านั้น ถึงแม้ทำเลที่ตั้งจะอยู่ใจกลางกรุงโรมแต่ที่ชื่อว่าบันไดสเปนก็เพราะว่าที่นี้เป็นบันไดที่สร้างขึ้นตรงกลางระหว่างโบสถ์กับสถานทูตสเปนค่ะ แต่ตอนนี้สถานทูตสเปนย้ายห่างออกมาอีกนิดนึงแล้ว แนนว่าที่นี้ใช้บันไดเป็นที่นั่งมากกว่าที่เดิน พี่ไกด์บอกว่าคนชอบใช้ที่นี้เป็นที่นัดหมาย และที่นั่งพักขาเพราะถัดจากบันไดคือถนนคอนดอตติ อันเป็นย่านช๊อปปิ้งของแบรนเนมสารพัดยี่ห้อ โชคดีที่วันที่แนนไปมันเป็นวันอาทิตย์ ไม่งั้นคณะที่ไปด้วยคงใช้เวลาตรงนี้อีกนานเลย

บันไดสเปนและแนนเองจ้า

บันไดสเปนและแนนเองจ้า

ที่ถัดไปที่เราแวะคือน้ำพุเทรวี่ (Fontana di Trevi)นั่นเอง อิอิ อันนี้อยากไปมานานแล้ว ไฮไลท์ของการมาเยือนน้ำพุแห่งนี้คือการยืนหันหลังให้น้ำพุแล้วโยนเหรียญพร้อมอธิฐานว่าขอให้ได้กลับมากรุงโรมอีกครั้ง อันนี้แนนก็ไม่พลาดที่จะโยนด้วย กะว่าถ้าได้ไปอีกจะโยนให้หมดกระเป๋าเลย ฮ่าๆๆๆ  เพราะเงินที่ได้ในก้นสระน้ำกว่าสามพันยุโรในแต่ละวันจะถูกน้ำไปบริจาคตามโรงพยาบาลและกาชาด น้ำพูแห่งนี้ที่ชื่อว่าเทรวี่ก็เพราะมันตั้งอยู่ตรงจุดตัดของถนนสามสาย(Tre Vie) และที่ยืนเด่นเป็นสง่าบนยอดน้ำพุก็คือเทพเจ้าเนปจูนอันเป็นเทพเจ้าแห่งน้ำนั่นเอง ซึ่งนอกจากย่านนี้จะมีน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีแล้ว ยังมีร้านไอศครีมอร่อยๆตลอดเส้นทางด้วย คนโปรดไอศครีมอย่างดิชั้นก็ไม่พลาด ซัดไปสามรสในหนึ่งถ้วย อิอิ ค่าเสียหายสามยูโรคะ

เทพเจ้าเนปจูนที่น้ำพุเทรวี่

เทพเจ้าเนปจูนที่น้ำพุเทรวี่

หลังจากที่อิ่มอร่อยกับไอศครีมอันเลื่องชื่อ เราก็เที่ยวกันต่อที่นครวาติกันที่ถือว่าเป็นรัฐที่เล็กที่สุดในโลกคะ สิ่งแรกที่เราจะเห็นเมื่อมาเยือนวาติกันก็คือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์คะ(Saint Peter’s Basilica) และที่เด่นไม่แพ้กันคือลานขนาดใหญ่อลังการงานสร้างฝีมือของแบร์นินี่-ศิลปินเอกของอิตาลี ซึ่งเป็นลานกว้างหน้ามหาวิหาร มีเสาโอเบลิสก์-เสาหินยอดปิระมิดที่ขนมาจากอียิปต์ตั้งแต่สมัยก่อนโน้นนนน เราจะเห็นเสาพวกนี้ได้ทั่วกรุงโรมเลยคะ ลานนี้แบร์นินี่ตกแต่งด้วยเสาหิน 284 ต้นเรียงซ้อนกันเป็นครึ่งวงกลมสองชั้นแถมด้วยน้ำพุอีกสองอันตรงกลางลาน สวยยยย

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ วาติกัน

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ วาติกัน

วันนี้มีคนยืนเข้าคิวต่อแถวเพื่อเข้าวิหารประมาณแปดล้านคนนนนน แหะๆ พูดเล่นคะ แต่ก็เยอะจริงๆนะ แนนยืนต่อคิวประมาณสี่สิบห้านาทีและแน่นอนมาเยือนถึงวังพระสันตะปาปาอย่างนี้มีหรือจะไม่เข้า ท้อขนาดไหนก็จะเข้าให้ได้แหล่ะ อิอิ และข้างในก็สวยไม่ผิดหวังจริงๆคะ

หลังจากเที่ยวมหาวิหารก็กลับโรงแรมคะ คืนแรกแนนพักที่ H10 Citta Roma Hotel โรงแรมใหม่ สี่ดาว ทำเลดี

จบวันแรกคะ

The Banyan Tree Bangkok

04/03/2009 missnanny 2 comments

โพสก่อนที่จะสายเกินไป

เมื่ออาทิตย์ก่อนมีโอกาสไปพักและกินที่โรงแรม Banyan Tree ถนนสาธร กับครอบครัวมาคะ นานๆทีจะมีส้มหล่นมีคนเลี้ยงอย่างนี้ ก็ตื่นเต้นไม่น้อย เพราะนั่งรถผ่านมาสองสามครั้งและพูดเล่นเจ้านนท์สุดซี้บ่อยๆว่า’ชั้นจะไปกินบันยันทรี’ และในที่สุดก็ได้ไปจริงๆ

เซอร์ไพรส์แรกที่นั่งแท๊กซี่ไปถึงโรงแรมคือ อาคารโรงแรมเป็นแบบบางเฉียบ ประเภทที่ว่าเห็นแล้วกลัวมันจะโดนลมพัดปลิว แต่ก็ทันสมัยด้วยทรงแปลกๆ ดูคล้ายๆที่เปิดขวด แต่แนนลืมถ่ายรูปซะงั้น -_-’ เข้าไปในโรงแรมก็บรรยากาศดี แต่ก็คล้ายๆกับโรงแรมห้าดาวอื่นๆ ออกแนวเงียบๆแต่พนักงานก็เดินกันขวักไขว่กระฉับกระเฉงดี

มาดูไฮไลท์ของการมาพักที่นี้ครั้งนี้ดีกว่า จุดประสงค์ที่มาพักที่นี้จริงๆคือจะมากินอาหารเย็นที่ The Vertigo ซึ่งเป็นร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรม (Rooftop  restaurant) อันเลื่องชื่อที่พี่ชายแนนไปโฆษณาไว้เสียดิบดีจนทุกคนที่บ้านรวมไปถึงเพื่อนจากอังกฤษเชื่อสนิทใจ ยิ่งได้เห็นภาพในเวบไซต์อันตระการตาแบบเห็นแล้วต้องตาค้าง ทุกคนเลยตกลงกันว่าจะมาทานมื้อเย็นและค้างหนึ่งคืน

The Vertigo

The Vertigo

ร้านอาหารจะอยู่บนชั้น 61 ค่ะ เราจองไว้สองทุ่มครึ่งแต่ไปก่อนเวลาเลยไปดื่มกันก่อนที่ Moon Bar ซึ่งอยู่ติดกันกับส่วนที่เป็นร้านอาหาร เห็นเมนูและราคาก็ต้องสะอึกแต่ด้วยวิวบนดาดฟ้าที่นานๆที่จะได้เห็นวิวเดียวกับโบอิ้ง 747ก่อนลงจอดยามราตรี เลยคิดว่ามันก็สมราคาอยู่

img_0383-copy

เครื่องดื่มที่ Moon Bar

พวก Non-Alcohol จะรายการละ 200 บาท แต่ถ้าเป็น cocktail ก็แพงขึ้น น่าจะตั้งแต่ 800 ไปจนหลักพันและหลายพัน

ดื่มกันสักครึ่งชัวโมงก็ย้ายไปที่ร้านอาหารซึ่งอยู่ติดกัน บรรยากาศดีมาก เราได้โต๊ะที่ลมพัดกำลังดี ไม่แรงจนหัวฟู อิอิ อาหารที่แนนสั่งเป็นแบบเซทค่ะ ในเซทมีทั้งหมด 7 อย่าง โอ้ เพื่อนงงเลยว่าจะกินไหวหรอ แต่ที่ไหนได้ พี่ชายแนนสั่งเซท 9 อย่างมูลค่าสี่พันกว่า ฮ่าๆๆ เยอะกว่าเราอีก อาหารที่สั่งจะทยอยมาพร้อมๆกันกับทุกคนในโต๊ะ ตั้งแต่ starter ไล่ไปจนถึงของหวาน จานหลักของแนนเป็น Roasted Lamp คะ อร่อยจนลืมถ่ายรูปเลย เหอๆ เรื่องบริการก็อยู่ในระดับดีเลยล่ะ พนักงานเป็นกันเอง ดูแลดี เรื่องเดียวที่แมรี่ติไปก็คือที่ร้านไม่มีเมนูภาษาไทยซึ่งทำให้เค้าหงุดหงิดมากจนเรียกผู้จัดการมาเลย ถ้าใครไปที่ร้านแล้วเจอเมนูภาษาไทยละก็ รู้ได้เลยว่าเป็นคอมเมนต์จากเพื่อนแนนเองล่ะ เพราะเค้าถือว่าไม่ให้เกียรติลูกค้าทั้งๆที่โรงแรมนี้อยู่ในกรุงเทพ ประเทศไทยแต่ทำไมคุณไม่นึกถึงภาษาประจำชาติของคุณเลย ไว้วันหลังจะกลับไปดูว่าเค้ามีหรือยัง

มาดูรูปกัน

img_0477-copy

บนโต๊ะอาหาร

img_0486-copy

บรรยากาศร้าน

วิวอีกมุมหนึ่ง

วิวอีกมุมหนึ่ง

วิวสวย บรรยากาศดี อาหารก็อร่อยแต่ไม่ถึงกับอร่อยจนติดใจมาก ส่วนราคา หึๆ รู้ๆกันอยู่ วันนั้นไปกันหกคน หมดไปหลายหลักอยู่ คงจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ถ้าไปอีกคงไป Moon Bar อย่างเดียว

คลองถม ถมทุกอย่าง

เมื่อคืนไปเดินคลองถมกับเพื่อนอีกสามคน และเป็นครั้งแรกของทุกคน ตอนแรกแนนนึกภาพไว้ว่าคลองถมคงคล้ายๆบ้านหม้อ คงมีของจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า อะไหล่ แผ่นเถื่อน ฯลฯ แต่ปรากฏว่าผิดคาด คลองถมมันถมทุุกอย่างสมชื่อจริงๆ มีตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แผ่นเถื่อนและไม่เถื่อน อาหาร แอร์ จักรยาน ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ฯ รีโมทสารพัดชนิดที่มีอยู่ในโลกนี้ เครื่องมือช่าง ฝักบัว ก๊อกน้ำ เต้นท์ และอื่นๆอีกมากมายที่คาดไม่ถึงว่า “ของแบบนี้ก็ขายได้” ไม่ก็ “ใครมันจะมาซื้อเนี่ย”

แต่อุปสรรคการเดินครั้งนี้คือคนจำนวนมหาศาลกับทางเดินที่กว้างไม่เกินสามเมตร ถ้าใครคิดว่าเดินจตุจักรแล้วลำบากหรือคิดว่าคนเยอะแล้วละก็ คลองถมคงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะอยากมาเลย เพราะมันแย่กว่าจัตุจักรประมาณแปดร้อยเท่า มันไม่มีการจัดระเบียบร้านค้า รถเข็น ขอทาน แผงลอย หน้าร้าน หรืออะไรใดๆทั้งสิ้น ใครใคร่ปักหลักตรงไหนก็ทำได้สบายๆ ส่วนตรงไหนที่เป็นทางแยกระหว่างซอยหลายๆซอย ก็จะมีสภาพเหมือนกำลังมีดารามาจากของฟรีในงานกาชาด แต่แย่ยิ่งกว่าเพราะต้องคอยเดินหลบรถเข็นกับขอทานในเวลาเดียวกันด้วย

สรุปว่าเมื่อคืนนี้ก็สนุกดีเหมือนกันได้เปลี่ยนบรรยากาศ แต่ถ้าจะไปอีกรอบคงต้องใส่รองเท้าลุยๆมากกว่าส้นสูงที่ใส่ไปเมื่อวาน และถ้าไปกันสองหรือสามคนจะกำลังดีเพราะมันหลงกันง่ายมากๆ เด็กอายุต่ำกว่ามอหนึ่งไม่ควรไป เมื่อวานเห็นคนพาลูกเล็กๆไปแล้วสงสารมาก ทั้งคน ทั้งควันรถ ควันบุหรี่ เสียงเพลง ฯลฯ เสียคนกันพอดี เหอๆ

Sky Trees Rain and Friendship

07/11/2008 missnanny 1 comment

ห่างหายจากการเขียนบลอคไปนาน มาคราวนี้ขอแอบเขียนย้อนหลังเรื่องค่ายสิ่งแวดล้อมที่เพิ่งไปมาหน่อย

ค่ายที่ไปเรียกว่า V-forum แนวๆให้อาสาสมัครมาเจอกัน แล้วก็ทำกิจกรรมด้วยกัน จัดโดยองค์กร Friendship for Peace ของรุ่นพี่เรือเยาวชนฯที่รู้จักกัน เราไปกันหนึ่งคันรถบัส ที่วังน้ำเขียว นครราชสีมา แนนต้องขอสารภาพด้วยว่าตอนแรกที่ขึ้นรถบัสก็คิดลึกๆอยู่ว่า เราตัดสินใจถูกหรือเปล่า ที่จู่ๆนึกจะมาก็มาเลย คนในค่ายก็รู้จักแค่เพื่อนที่เคยเจอกันที่ค่ายอื่นๆก่อนหน้านี้ไม่กี่คน จะสนุกไหมอ่ะ แต่อีกใจหนึ่งก็เต็มไปด้วยความบ้าพลัง เพราะคิดว่าถ้าเรามัวแต่กลัว ก็คงไม่มีวันได้ทำอะไรแน่ๆ อีกอย่างคือ ตั้งแต่ปิดเทอมมา ยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย กล้องก็ไม่ได้แตะจนรูปค้างอยู่ในการ์ดก็ไม่ได้เอาออกมาชาติเศษ เลยคิดว่าถ้าไปค่าย ชีวิตคงสดใสกว่านี้

คืนแรกที่ไปถึงก็มีกิจกรรมแนะนำตัวกันธรรมดา แนะนำสถานที่ซึ่งเป็นศูนย์อนุรักษ์ช้างแล้วก็มีพี่เจ้าหน้าที่มาให้ความรู้เรื่องช้าง แล้วก็เข้านอน ตอนนั้นแอบเหงาล่ะ คิดถึงเพื่อนมาก แต่กิจกรรมวันที่สอง ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเลย เราไปเลี้ยงช้างกันแต่เช้า นั่งรถโฟวีลไดร์ฟไปตามถนนแคบๆ ขอบอกว่ามันมาก ถึงตอนนี้ก็ได้คุยกับเพื่อนๆในค่ายมากขึ้น  หลังจากนั้นก็กลับมาที่ที่พัก เก็บข้าวของแล้วก็ออกเดินทางไปที่พักที่ใหม่ ใกล้ๆที่ๆเราจะไปดูกระทิง ที่เขาแผงม้า เรานั่งบนกระบะรถโฟวีลฯอีกประมาณชั่วโมงเดียวก็ถึง แต่ที่นั่งนี้เป็น optional เราจะไปนั่งรถบัสก็ได้ แต่แนนว่านั่งบนกระบะมันกว่ามาก แถวได้ถ่ายรูปวิวเจ๋งๆเยอะเลย แดดก็ไม่ร้อนมาก เพราะวันนั้นเมฆหนา ฝนตกตอนเช้ามืด เลยมีแดดเป็นพักๆเท่านั้น

วิวสวยๆระหว่างทางที่วังน้ำเขียว

   ที่วังน้ำเขียววิวสวยมาก บรรยากาศดี หายใจเต็มปอดได้แบบไร้กังวล ระหว่างทางเห็นบ้านพักตากอากาศน่ารักๆแล้วอิจฉามากๆ แต่ระหว่างที่ชื่นชมวิวอยู่นี่แหล่ะ ฝนก็ตกกระหน่ำระหว่างทางไปดูกระทิง ทุกคนบนรถกระบะเปียกประหนึ่งกำลังเล่นสงกรานต์ แต่ตอนฝนตกนี่แหล่ะที่ทำให้ทริปนี้สนุกและประทับใจมากกว่าเดิม เพราะมันฮาดี ยิ่งตกหนักก็ยิ่งฮา และพอถึงที่ดูกระทิงก้ต้องเดินป่าทั้งๆตัวเปียกกันเลย แต่ก็ไม่แย่มาก เดินสักชั่วโมงนึงตัวก็แห้งแล้ว

ตกเย็นคืนนั้นก็เป็นโอกาสให้ทุกคนแนะนำองค์กรอาสาสมัครของตัวเอง และเข้ากลุ่มเพื่อเตรียมพรีเซนท์ตามหัวข้อที่ได้รับ เช่น เรื่องช้าง จิตอาสา ฯลฯ คืนนั้นเพลียมาก แต่เห็นว่าไหนๆก็มาเที่ยวทั้งที่ ต้องเอาให้มันที่สุด เลยเล่นเกมส์ไพ่จนตีสองครึ่ง เหอๆ ตื่นมาก็เบลอๆ แถมไม่สบายหนักกว่าเก่าเลย ปวดหัว ตัวร้อน ไอ เจ็บคอ มีทุกอาการเลย ส่วนตอนบ่ายเราเดินทางกลับกรุงเทพ ระหว่างทางแวะฟาร์มโชคชัย แต่คนเยอะมาก เข้าใจว่าเป็นเพราะวันอาทิตย์

สรุปว่าทริปนี้เป็นทริปที่แนนป่วยมากที่สุด เพราะกินอย่างตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย แต่ก็เป็นการป่วยที่ไม่รู้สึกรำคาญใจมากที่สุดเหมือนกัน เพราะมันสนุกมากจนเราคิดว่า ถ้าเราไม่สบายมากๆจริงๆ คงเป็นเรื่องน่าเสียดายมากเพราะเราคงไม่มีโอกาสออกมาเที่ยวตากลมตากฝนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นป่วยเล็กๆน้อยๆยอมทนๆเอาหน่อยแต่สนุกเฮฮากับเพื่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เวลาไปเที่ยวจะดีกว่า

ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในค่ายทุกคนที่เป็นห่วงแนนและทำให้ค่ายสนุกมากๆจริงๆค่