Archive

Posts Tagged ‘แข่งพูด’

ไปแข่งมาแล้วค่ะ

และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ต้องรวบรวมพลังที่มีอยู่ (อันน้อยนิด -_-” ) ทุ่มเทให้กับการเตรียมแข่งทักษะมัคคุเทศก์รอบชิงชนะเลิศ ที่ม.ศิลปากร แนนเลือกพูดเรื่องวัดไชยวัฒนารามของจังหวัดอยุธยาค่ะ เพราะเป็นวัดที่ไปบ่อยที่สุด ชอบมากที่สุด และคิดว่าน่าจะมั่นใจมากที่สุด เมื่อวานก็นั่งเขียนสคริป แก้แล้วแก้อีก จนเสร็จสำเร็จตอนเช้าวันนี้ที่มหาลัย จากนั้นก็ซ้อมค่ะ ซ้อม ๆ ๆ ๆ แล้วก็ซ้อมท่อง จับเวลา ซึ่งก็เกินทุกครั้งเลย เหอๆ จนเมื่อสมควรแก่เวลาก็เดินจากท่าพระจันทร์ไปศิลปากร

พอไปถึง สิ่งแรกที่ต้องอึ้ง ทึ่ง เสียว ก็คือ เวทีขนาดมหึมา!!!!!!!!!!! ให้ตายเถอะ ทำไมมันถึงได้ใหญ่โต อลังการดาวร้อยล้านดวงขนาดนี้ จอฉายสไลด์ก็ใหญ่ ไมค์ที่อยู่บนขาตั้งบนเวทีเลยแลดูเล็กกะทัดรัดไปถนัดตา อะดรินารีนสูบฉีดเลยค่ะ หัวใจเต้นเร็วมาก เหอๆ จะรอดไหมเนี่ยเรา

ไปถึงก็ลงทะเบียนคนแรกเลยค่ะ แถมได้จับฉลากเลือกลำดับคนแรกอีกด้วย แหม อะไรจะไปจังหวะดีขนาดนั้น มีทั้งหมดสิบเบอร์ค่ะ ที่ไหนได้ จับได้เบอร์สอง แต่… คิดไปคิดมาก็ดีกว่าเบอร์หนึ่งค่ะ แล้วถ้าได้เบอร์ท้ายๆกว่านี้ อาจจะรู้สึกกดดันจนหัวใจวายไปก่อน

ก่อนถึงคิวพูดไม่กี่นาที ร่างกายดิฉันก็ยังไม่วาย สร้างปัญหากะดิฉันอีกแล้วซิ เหน็บกินนนน -_-” ให้ตายเหอะ ทั้งๆที่นั่งอยู่เฉยๆ มันเริ่มที่ปลายนิ้วมือก่อน แล้วก้เริ่มลามมาเรื่อยๆ  ขาทั้งสองข้างก็กลัวจะน้อยหน้า เลยเป็นกะเขาบ้าง โอวว ซวยละซิ คนแรกจะพุดจบแล้ว ทำไงดี วันนี้ดันใส่ส้นสูงซะด้วย ถ้าเกิดถึงคิวแล้วเดินหกล้มล่ะ จะหน้าไปไว้ไหนกันละที่นี้   และแล้วแนนก็ตัดสินใจว่าการป้องกันคือสิ่งที่ดีที่สุด เลยลองลุกขึ้นยืนค่ะ เพื่อทดสอบดูว่าขาตัวเองบนส้นสูงจะรับน้ำหนักตัวเองไว้ไหม ต้องลุกขึ้นยืนทั้งๆที่คนในหอประชุมอีกเกือบร้อยเขานั่งกันอยู่ คิดอยู่ในใจเหมือนกันค่ะว่าคนอื่นเค้าคงจะงง เด็กคนนี้ อยู่ๆก็ลุก ยังไม่ถึงคิวซะหน่อย อยากพุดแล้วเรอะ ฮ่าๆๆๆ

ปรากฏว่าเดินได้ค่ะ อิอิ ไม่ล้ม ซึ่งดีมาก เพราะอีกสองนาทีหลังจากนั้นก็ขึ้นเวทีเลย ตื้นเต้นมากกก โดยเฉพาะตอนที่เขาเรียกชื่อ แล้วเราก็เดินก้าวออกไป มันเป้นช่วงที่เรารู้สึกได้เลยว่ามีสายตาเกือบร้อยคู่้จ้องเราอยู่ แนนปรับไมค์นิดหน่อย (เพราะเตี้ย -_-”) แล้วก็เริ่มพูดตามที่เตรียมมา

เคยแข่งพูดตั้งแต่สมัยมอต้น แต่รู้สึกว่าครั้งนี้เป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็กดดันพอสมควร ซึ่งไม่ดีเลย ความรู้สึกกดดัน ทำให้เรากังวลและเกร็งได้ง่าย ตอนพูดเลยลืมพูดไปย่อหน้านึง ซึ่งยาวประมาณสี่บรรทัด แต่โชคดีบรรทัดนั้นไม่สร้างความเสียหายมากนัก เป็นเพียงส่วนเติมเต็มของเนื้อหาเท่านั้น

พูดถึงเรื่องความกดดัน เลยนึกถึงตอนแข่งพูดที่งานสัปดาห์เฟรชชี่ตอนอยู่ปีหนึ่ง ตอนนั้นเตรียมสคริปคืนเดียว ไม่ได้ท่องด้วยซ้ำ เพราะเป็นการพูดเกี่ยวกับเรื่องประสบการณ์ส่วนตัว และไม่รู้สึกกดดันเลยแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะความไร้เดียงสาตามประสาเด็กต่างจังหวัดที่เข้ากรุงใหม่ๆ และความไม่คาดหวังที่จะชนะเลย เพราะคนจัดและคนที่มาแข่ง มีแต่นศ.ภาคอินเตอร์ เลยกะไปแข่งตามประสาเด็กกิจกรรมคนนึงเท่านั้นจริงๆ แต่ผลปรากฏว่าผ่านเข้ารอบสองและคว้าที่หนึ่งมาได้เฉยเลย เวทีนี้ให้เงินรางวัลกับโล่ด้วย ซึ่งแนนไม่เคยรู้เลยว่าเขาให้เงิน จนกระทั้งตอนที่รับมอบ แข่งงวดนี้เลยถือว่าเป็นเวทีที่ภูมิใจที่สุด เพราะรู้สึกสบายใจกับการแข่งมากที่สุด แต่ก็ประสบความสำเร็จที่สุดเช่นกัน

กลับมาที่เวทีศิลปากรค่ะ พอพุดเรื่องวัดไชยวัฒนารามเสร็จ ก็เป็นการตอบคำถาม กรรมการต่างชาติถามแค่คนเดียว ครั้งเดียวด้วย จากนั่นก็เป็นการตอบคำถามที่อยู่ในซองคำถาม อันนี้เจ็บปวดมาก เพราะคำถามที่อยู่ในซองมันช่างต่างจากคำถามที่คนก่อนหน้าเราจับได้อย่างสิ้นเชิง คนอื่นเขาได้คำถามกันธรรมดาสามัญ ประเภทถ้ารถทัวร์เสีย จะแก้ปัญหายังไง หรือ ลูกทัวร์เมาเรือ แต่ไม่มียากิน จะทำยังไง อะไรประมาณนี้ แต่คำถามที่เราได้คือ “ถ้าเด็กคนนึงเข้ามาบอกเราว่าลูกทัวร์ของเราที่เป็นผู้หญิงที่แก่กว่า ไปพูดลวงลามทางเพศกับเขา เราจะแก้ปัญหาโดยการพูดกับผู้หญิงคนนั้นที่เป็นลูกทัวร์ของเรายังไง” โอ้สวรรค์!!!!!!!!!!ทำไมถึงได้กลั่นแกล้งลูกช้างเช่นนี้ ทำไมคำถามมันได้แปลกพิสดาร สรรหามาจากไหนเนี่ยยยย!!!!!!!!!  เราก็นิ่งไปสองวิ แล้วก็ตอบไปเท่าที่นึกออก แล้วก็เดินลงเวทีอย่างรู้ชะตากรรม

แต่ก็ยังดีได้ที่สอง  ยังไม่เสียแรงที่ทุ่มเทและตั้งใจ และยังไงก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเนอะ

Categories: Daily Tags:

Nan, don’t be hestitated

30/08/2008 missnanny 1 comment

ถึงแม้ว่าเมื่อคืนวันพฤหัสจะนั่งปั่นการบ้านถึงตีสี่ครึ่ง และเข้านอนตอนตีสามในคืนวันศุกร์ เช้าวันเสาร์วันนี้ก็ต้องเคี่ยวเข็ญให้ตัวเองลุกจากเตียงตอนเจ็ดโมงเช้า  โอวว ให้ตายเถอะ ทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้ก็ไม่รู้ แต่ในเมื่อเราตัดสินใจแล้ว ก็ไม่ควรทิ้งความตั้งใจไว้

เรื่องของเรื่องก็คือ วันนี้ต้องไปแข่งการประกวดทักษะมัคคุเทศก์ของม.ศิลปากร ค่ะ มีหัวข้อที่ต้องเตรียมพูดทั้งหมด 25 เรื่อง แต่อ่านเตรียมไปไม่ถึงสิบเรื่องเลย แล้วไอ้ที่อ่านก็เพิ่งอ่านเมื่อคืนที่นอนตีสามนั้นแหล่ะ เหอๆ แทบจะไม่มีอะไรในหัวเลย ที่ไม่ได้เตรียมตัวเลยก็เพราะว่ากะจะสละสิทธิ์อยู่แล้วเชียว เพราะช่วงนี้ยุ่งมาก แต่เจ้าพิ้งค์เพื่อนยาก บอกว่า “อย่าเครียดเลยแก เดี๋ยวก็แถๆไปได้” ตอนที่พิ้งค์บอกก็ยังคิดในใจว่า เออ…จะดีหรอพิ้งค์ เดี๋ยวไปขายหน้าเขาน้าาาา แต่พอคิดไปคิดมา เราก็รู้สึกว่าถ้า่สละสิทธิ์ มันจะเป็นการดูถูกตัวเองเหมือนกัน เพราะเราคิดเอาเองว่าเราจะทำได้ไม่ดี ทั้งๆที่เรายังไม่ได้ให้โอกาสตัวเองเลย

วันนี้ก็เลยลุกจากเตียงทั้งที่ยังมึนๆ แล้วก็ตัดสินใจจ่ายเจ็ดสิบบาทเพื่อนั่งแท๊กซี่ไปท่าช้าง เนื่องจากฝนตก และไม่ไว้ใจตัวเองว่าจะท้อและนึกถอยหลังเอากลางคันหรือเปล่า ไปถึงม.ศิลปากรได้สิบนาทีก็ได้แข่งเลยค่ะ เหอๆ ไวทันใจ ปรากฏว่าผ่านรอบแรกค่ะ พอจับฉลากแข่งรอบสอง ปรากฏว่าได้พูดเรื่องถนนเยาวราชและถนนพาหุรัด อันนี้รู้สึกว่าโชคดีมาก เพราะว่านั่งรถผ่านเยาวราชทุกวัน เลยรู้สึกมีกำลังใจ และปรากฏว่าพอแข่งแล้วก็ผ่านรอบสองค่ะ

จะแข่งรอบชิงวันจันทร์นี้ เอาใจช่วยด้วยน้าา ยังไม่ได้เลือกเบยว่าจะพูดเรื่องอะไรดี แต่ก็พยายามจะไม่เครียดแล้ว เครียดทีไรก็รู้สึกว่าทรมานตัวเองทุกที ทำให้มันสนุกๆดีกว่า

แข็งเสร็จก็เดินไปกินข้าวกับนนท์ที่ท่าพระจันทร์ เพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้เจอนนท์มาเป็๋นอาทิตย์แล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนเจอกันแทบทุกวัน กินเสร็จก็กลับมานอนอีกเกือบสองชั่วโมง และก็ยังง่วงอยู่เลยด้วย เหอๆ

วันนี้เลยนึกถึงที่ฝ้ายเขียนไว้เลยว่า “อย่าบอกตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำ”

ขอบคุณนะพิ้งค์ ขอบคุณนะน้องฝ้าย