Archive

Posts Tagged ‘web 2.0’

My PR course

29/09/2008 missnanny 1 comment

เทอมนี้จบแล้ว เป็นอีกเทอมที่ผ่านไปเหมือนเมื่อหกเทอมก่อนหน้านี้ และถึงแม้จะลงแค่ห้าวิชา แต่การบ้านก็ไม่แพ้คนอื่นๆที่เรียนหกตัวเลยทีเดียว และเป็นครั้งแรกที่เรียนวิชาพีอาร์ประหนึ่งเรียนวิชาเอก

ก่อนอื่นต้องขอสารภาพกับอาจารย์ก่อนว่า แนนตั้งใจจะถอนวิชานี้ตอนที่เปิดเทอมใหม่ๆ แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะค่ะ คือ แนนกะว่าจะไม่เข้าเลยตั้งแต่คาบแรก เพราะเป็นช่วงที่ความอยากทำงานกราฟฟิคอยู่ในระดับสูงมาก จนคิดจะเปลี่ยนสาขาวิชาโทไปเรียนโฆษณา แต่ความตั้งใจครั้งแรกเลยที่ลงวิชา PR นี้ เพราะอาจารย์วิชามีเดียตัวแรกบอกว่าวิชานี้จะได้ทำเวบด้วย ซึ่งก็คิดว่าคงได้ทำกราฟฟิกเหมือนกัน แต่ก็มีความคิดว่าถ้าชอบนัก ก็เปลี่ยนโทไปเลยไม่ดีกว่าหรอ เพราะเค้ามีสอนทำกราฟฟิคด้วย เลยทำการขอโควต้าวิชาโฆษณาไปเรียบร้อยก่อนเปิดเทอมไม่กี่อาทิตย์ แล้วก็ไปเข้าเรียนโฆษณาในวันจันทร์

พอมาวันอังคาร แนนก็ลังเลว่าจะเข้าเรียนดีไหม เพราะยังไงก็กะถอนอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าเรียนดีกว่า ไหนๆก็ได้โควต้าเรียนแล้วก็เข้าไปฟังเสียหน่อย แต่ปรากฏว่าคลาสมีแค่สามคน!!! เลยคิดว่า่ถ้าถอนก็จะเหลือแค่สองคน อาจารย์อาจจะสอนลำบาก และถ้าเรียน ก็จะถือว่าเป็นกำไรของเรา เพราะแน่นอนว่าคลาสเล็ก เราจะตักตวงบทเรียนได้มากกว่าเซคใหญ่ๆอยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เรียนพีอาร์มาสองตัวก็คนเรียนเยอะ ประกอบกับที่ำไปนั่งเรียนโฆษณามาเมื่อวันจันทร์ ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเราเท่าไหร่ เพราะเนื้อหาค่อนข้าง commercial เลยไม่ชอบ

เลยถอนโฆษณาออก และก็ดีใจที่ตัวเองตัดสินใจอย่างนั้น

วิชานี้ ถึงแม้ว่าจะชื่อว่าเป็นสื่อพีอาร์ และมี course description ที่เขียนอธิบายไว้ว่าจะเน้นการเรียนเกี่ยวกับสื่ออินเตอร์เน็ต แต่เนื้อหาที่ได้เรียนจริงๆเยอะกว่านั้นมาก แนนไม่ได้เรียนแค่ว่าจะเอาอินเตอร์เน็ตมาใช้กับการพีอาร์แบบไหน แต่ยังได้เรียนกลไกที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี web 2.0 และโลกอินเตอร์เน็ต ที่สามารถโยงไปถึงเนื้อหาที่เป็นเรื่องสังคม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การตลาด การเมือง คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี โอววว…ใครจะเชื่อว่าทั้งหมดนี้เสพได้จากการเรียนวิชาเดียว แต่ถ้าจะเขียนว่าวิชานี้เรียนเรื่องอะไรในแต่ละศาสตร์ที่กล่าวมาบ้าง คงจะร่ายยาวจนอ่านกันข้ามวัน เอาเป็นว่า จะเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่เรียนวิชานี้ เปลี่ยนชีวิตและมุมมองของแนนยังไงบ้าง (โฮฮฮ ฟังดูซีเรียสจัง)

เอาด้านความคิดก่อนละกัน เพราะเมื่อความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมจะเปลี่ยนตาม

ก่อนหน้านี้ชอบคิดอะไรตื้นๆ คิดง่ายๆ มองอะไรมิติเดียว เหมือนมองแผ่นกระดาษ แต่พอเรียนวิชานี้แล้วรู้เลยว่า เวลามองหรือเวลาจะคิดวิเคราะห์อะไร ต้องมองหลายๆมุม และคิดหลายๆชั้น (ฟังดูเหมือนเป็น concept ธรรมดาๆ แต่จะบอกว่าเด็กที่ปกติเรียนแต่ภาษาอย่างแนน ไม่ค่อยมีโอกาสเรียนวิชาที่ต้องมีกระบวนการคิดมากๆเท่าไหร่) ตัวอย่างหนึ่งที่แนนจำได้แม่นเลยคือเรื่อง รถเมล์ ช่วงนั้นกำลังมีข่าวที่ ครม.เสนอให้มีการยกเลิกรถเมล์พัดลม แล้วเปลี่ยนเป็นรถเมล์ NGV หกพันคันทั่วกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่คิดตอนนั้นคือ เปลี่ยนก็ดีเพราะจะได้นั่งรถสบายๆ แอร์เย็นๆ แต่ก็คิดสงสารคนที่จะตกงานเพราะรถเมล์ใหม่จะใช้เครื่องแทนการจ้างกระเป๋ารถเมล์ และสงสารคนจนเพราะรถเมล์ใหม่จะเริ่มต้นราคาที่ 15 บาท แต่พอได้คุยกับอาจารย์เรื่องนี้ในคลาส ทำให้รู้ว่าเราจะคิดแค่นี้ไม่ได้ เพราะต้องลองนึกข้อดีที่จะส่งผลในระยะยาวด้วย ลองนึกดูว่าถ้ามีการนำเครื่องคิดเงินมาใช้แทนกระเป๋ารถเมล์ ทรัพยากรบุคคลที่เคยทำงานเก็บเงินซึ่งไม่ได้เป็นงานที่ซับซ้อน ก็จะมีโอกาสได้ไปทำงานอย่างอื่นที่ได้ฝึกทักษะและใช้ความสามารถได้มากกว่านี้ ทำให้คนได้พัฒนาศักยภาพตัวเองมากขึ้น มีความสามารถมากขึ้น และมีรายได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน คนจนที่เคยขึ้นรถเมล์ราคาถูก พอค่ารถขึ้นราคา คนจนก็ต้องมีการพัฒนาความสามารถและศักยภาพของตัวเอง คือ ต้องคิดและพยายามมากขึ้นเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เช่น อาจจะต้องคิดมากขึ้นว่าต้องทำอย่างไจึงรจะมีรายได้มากขึ้น

หลังจากที่เรียนวิธีคิดแบบนี้แล้ว เวลาเจอเรื่องในชีวิตประจำวัน เลยรู้สึกว่า เราต้องคิดหลายๆด้าน และมีเหตุผลมากขึ้น จำได้ว่าช่วงกลางๆเทอม ห้องสมุดประกาศปรับราคาค่าปรับหนังสือ จากวันละสามบาทเป็นห้าบาทต่อเล่ม ตอนแรกที่รู้ก็หงุดหงิดเหมือนกัน แต่พอคิดไปคิดมาแล้ว ที่เราเสียค่าปรับก็เพราะว่าเรายืมเกินกำหนดเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะว่าเรารู้สึกว่าสามบาทมันน้อย เลยไม่ค่อยใส่ใจที่จะจำว่ามันกำหนดส่งวันไหน แล้วห้องสมุดเค้าก้ให้เรา renew หนังสือหรือยืมต่อได้ผ่านเวบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้้น การขึ้นราคาครั้งนี้ก็มีข้อดีตรงที่ มันทำให้เรา active มากขึ้นที่จะต้องพยายามที่จะหาวิธีการ ที่จะช่วยให้ตัวเองไม่ถูกปรับ เช่น อาจมีการจดบันทึกที่ชัดเจน หรือ ตั้งเตือนความจำใน remember the milk เป็นต้น

ก่อนที่จะเรียนวิชานี้ สิ่งที่คิดในแต่ละวัน จะวนๆอยู่แค่เรื่องใกล้ๆตัว เช่น การเรียน การบ้าน และหมดเวลาไปกับเรื่องแนวๆนี้แค่นั้น แต่พอเรียนวิชานี้แล้ว รู้เลยว่าโลกและสังคมที่เราอยู่นี้จริงๆแล้วมันมีอะไรให้เราคิดเยอะมากกว่านั้น เพราะเราอยู่โครงสร้างที่ใหญ่และซับซ้อน แต่ทุกอย่างก็มีความสัมพันธ์กันอย่างเหลือเชื่อและมี dynamic ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงของคนๆหนึ่งซึ่งอาจจะอยู่ในซอกหลืบของโครงสร้างนี้ที่อาจจะไม่มีใครรู้จัก/เห็น ก็สามารถสร้างความเปลียนแปลงให้เกิดกับสังคมใหญ่ๆได้ เราจึงจำเป็นต้องใส่ใจกับสิ่งรอบข้างด้วย ไม่ใช่หมดเวลาไปกับเรื่องเรียนอย่างเดียว เช่น twitter ที่เกิดจากไอเดียของคนๆหนึ่งซึ่งแนนไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่สิ่งที่ twitter ทำมันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการสื่อสารของทั้งโลก ซึ่งถ้าแนนไม่สนใจมันหรือไม่พยายามที่จะรับรู้มัน แนนก็จะกลายเป็นคนโลกแคบ รู้จักแต่ตำรา รู้เท่าที่เห็น และจะไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมใครสักคนต้องพยายามอะไรมากมายเพื่อทำอะไรสักอย่างด้วย

ส่วนเรื่องพฤติกรรม

อย่างแรกคือ ก่อนเรียนเป็นคนที่ไม่สนใจข่าวสารบ้านเมือง ปัจจัยนึงอาจเป็นเพราะเราเรียนภาษา(อย่างเดียวจริงๆ) เลยไม่ได้รับแรงกระตุ้นใดๆให้ติดตามคดีทักษิณ สถานการณ์การเมือง ราคาน้ำมัน ม๊อบ หรือเรื่องอื่นๆที่เป็นความเคลื่อนไหวและความเป็นไปของมนุษยชาติ มีบ้างแต่ก็น้อย และแค่ผิวเผินท่านั้น และมักติดตามเฉพาะช่วงที่มีเวลามานั่งดูข่าวในทีวี แต่ตั้งแต่ที่ได้เรียนวิชานี้ ก็เปลี่ยนไปเลย กลายเป็นคนที่บอกรับข่าวสารมากขึ้น รับฟีด อ่านบล๊อค อ่านหนังสือพิมพ์(ที่สำคัญคือเริ่มอ่านเรื่องที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดจะอ่านมากขึ้น) อ่านบทความวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ

อย่างที่สองคือ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ซึ่งอันนี้ค่อนข้างเยอะ เมื่อก่อนก็ชอบคอมฯและทำกราฟฟิค แต่ก็รู้เท่าที่เห็น ทำเป็นเท่าที่ใช้ แต่พอเรียนวิชานี้ จะเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับเทคโนโลยี แบบที่เพื่อนที่ไม่ได้เีัรียนวิชานี้จะไม่มีวันเข้าใจ (รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ประจำห้องคอมด้วย) ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ก็อย่างเช่น

  • เวลาใช้คอมที่ภาคฯก็จะเลือกนั่งเครื่องที่มี firefox (ซึ่งมีอยู่เครื่องเดียว) จนตอนนี้กลายเป็นที่นั่งประจำไปแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการได้สัมผัสความไฮโซของมัน และรู้ว่าไออีไม่ดีอย่างที่คิด
  • เวลาเจอเพื่อนเล่นคอมอยู่ ก็จะถามว่าเค้าใช้ browser อะไร
  • เลิกเล่น MSN และเลิกใช้ Hotmail หลังจากที่เป็นลูกค้าประจำมาตั้งแต่มอต้น เพราะชีวิตถูกยกระดับด้วย Gmail และ Google Talk
  • เลิกเชค Hi5 อย่างถาวร จากเดิมที่ไม่ชอบมันอยู่แล้ว
  • ใช้ Multiply น้อยลงมาก อันนี้แปลกใจเหมือนกัน เพราะจริงๆชอบถ่ายรูป จะอัพโหลดรูปอยู่เรื่อยๆ และมักเห่อและภาคภูมิใจกับมันมากๆ แต่พอเรียนวิชานี้แล้วแทบไม่ได้แตะเลย  คงเป็นเพราะว่าเบื่อจะต้องคอยทำลายน้ำทุกรูป และคิดว่าเป็นสิ่งที่เสียเวลา มีความคิดว่าคนเราน่าจะมีจิตสำนึกในการใช้ผลงานของคนอื่นมากกว่านี้
  • เขียนบลอคนี้ และคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี จนสนับสนุนให้น้องสาวทำก่อนไปอยู่นอร์เวย์ด้วย ซึ่งน้องก็เริ่มชอบบลอคเหมือนกัน และเริ่มเห็นแล้วว่า hi5 มันแย่แค่ไหน
  • ใช้ twitter และมักชวนเชื่อให้คนอื่นใช้ด้วย แต่เค้ามักไม่ใช้กัน เพราะไม่เข้าใจประโยชน์ของมันและคิดว่ามันไร้สาระ
  • สนใจการอ่านเรื่องที่มีสาระมากขึ้น เช่น อ่าน Blognone , personal blog อื่นๆ, อ่านข่าว, บทความ, วิกิพีเดีย
  • หิ้วโน้ตบุ๊คมาเรียน จนเพื่อนบอกว่าเวลาคุยกันแล้วพูดถึงแนน (ซึ่งชื่อโหลมาก) จะต้องระบุว่าแนนคนนี้คือ “แนนโนัตบุ๊ค” ประมาณว่าถ้าเห็นแนน ต้องเห็นโน้ตบุ๊คด้วย (คิดเล่นๆว่าถ้าเกิดคนที่ชื่อแนนอีกคนก็ชอบเอาโน้ตบุ๊คมาด้วย เวลาเรียกคงต้องเพิ่มชื่อยี้ห้อโน้ตบุ๊คไปด้วย อาจจะเป็น “แนน hp”)

อีกอย่างที่ได้จากวิชานี้คือ เวลารู้อะไรต้องรู้ให้จริง รู้จัก wikipedia ก็ต้องรู้ว่ามันมีไอเดียมาจากอะไร สะท้อนอะไรบ้าง ไม่ใช่ท่องๆแค่ว่ามันเป็นสารานุกรมออนไลน์ และไม่ใช่ว่าเรียนพีอาร์แล้วจะเรียนเฉพาะเรื่องกระบวนการประชาสัมพันธ์อย่างเดียว แต่เราต้องจักการตลาด หลักเศรษฐศาสตร์ รู้จัก long tail รู้จัก Wisdom of Crowds และอื่นๆอีกมากมายด้วย ซึ่งการเรียนวิขานี้ inspired ในแนนเขียนเรียงความเรื่องสุดท้่ายในวิขา Argumentative writing ชื่อเรื่อง “Is our English really English?” ชี้ประเด็นว่าภาควิชาฯควรจะสอนอย่างอื่นมากกว่าภาษาด้วย เพราะตอนนี้เหมือนเราเน้นแต่เรียนภาษาอย่างเดียว จนแนนรู้สึกว่าถ้าไม่ได้วิชาโทหรือวิชาเลือกเสรีมาช่วยไว้ คงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายเวลาในมหาวิทยาลัยที่เป็นช่วงที่เราจะตักตวงอะไรได้มากมายแน่ๆ

ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดที่ได้นี้ เริ่มต้นมาจากการเีรียนเรื่อง web 2.0 และการเรียนเรื่องพีอาร์ ซึ่งชี้ให้เห็นเลยว่า ความคิดที่ว่าการประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องง่ายๆ แค่เขียนข่าวแล้วประกาศให้ชาวบ้านเขารู้นั้น เป็นความคิดที่ผิดและโบราณมากๆ